ทศพิธราชธรรม ฉบับได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน

ชวนอ่าน

ทศพิธราชธรรม

จาก
บทโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราช
เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนพรรษา ๕ รอบ
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐

โดย
น.ส. วันเพ็ญ เซ็นตระกูล

ฉบับได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน
ประจำปี ๒๕๒๙ – ๒๕๓๐
ประเภทภาพยนตร์ข่าวและสารคดี
…………………….

http://www.dhammajak.net/ratchathum/rat01.htm

************

©   หนึ่งท้าวประกอบมนสะเอื้น      อนุเคราะหะอวดทาน
เพื่อชนนิกรสุขะสราญ              ฤดิเพื่อ บ่ ยากจน

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีมากมายจนเหลือที่จะพรรณนาได้สุดสิ้น ครบถ้วนทั้งสองประการ คือ “ธรรมทาน” ซึ่งถือเป็นทานอันเลิศทางพระพุทธศาสนา สามารถแก้ความทุกข์ยากขาดแคลนทางจิตใจ ทำให้ใจเป็นสุขและตั้งอยู่ในความดีงาม โดยได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแฝงด้วยคติธรรมเป็นเครื่องเตือนใจในเรื่องต่าง ๆ แก่พสกนิกรตามสถานะและวาระโอวาทอยู่เสมอ ในท้องถิ่นที่ต้องการความรู้ ได้พระราชทานความรู้และตรัสแนะนำในสิ่งอันจะทำประโยชน์มาให้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่จะทรงช่วยดับทุกข์ความเดือดร้อนในจิตใจของประชาชนทั้งมวล

นอกจากธรรมทานแล้ว “อามิสทาน” หรือ “วัตถุทาน” ก็ทรงมีพระเมตตาคุณในพระราชหฤทัยเป็นล้นพ้น ได้พระราชทานพระราชทรัพย์และวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อแก้ความทุกข์ยากขาดแคลนทางกายให้แก่พสกนิกรเสมอมา

ในการบำเพ็ญทางบารมีนี้ ได้ทรงบำเพ็ญตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสองทุกประการ คือ ทรงบำเพ็ญครบถ้วนตามคุณสมบัติของทาน ๓ ประการ ได้แก่ คุณสมบัติของทานประการที่หนึ่ง คือ การพระราชทานให้แก่บุคคลที่สมควรได้รับการอนุเคราะห์โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติหรือศาสนา คุณสมบัติของทานประการที่สอง คือ ถึงพร้อมด้วยเจตนาโดยทรงมีพระเมตตาคุณเปี่ยมล้นในพระราชหฤทัยทั้งก่อนการพระราชทาน ขณะพระราชทาน และหลังการพระราชทานแล้ว คุณสมบัติประการที่สาม คือ วัตถุที่พระราชทานนั้นล้วนเป็นประโยชน์แก่ราษฎรผู้รับพระราชทาน ให้พ้นจากการขาดแคลนได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

นอกจากนี้ยังทรงบำเพ็ญทานให้เป็นบุญตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ คือ บำเพ็ญให้เป็นเครื่องชำระกิเลสอันมีความละโมบ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น “สวนหลวง ร.๙“ ซึ่งชาวไทยร่วมใจกันสร้างขึ้น เพื่อถวายเป็นราชสักการะ ก็มิได้ทรงสงวนไว้สำหรับพระองค์แต่ได้พระราชทานให้เป็นสาธารณสถาน เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทยทั้งมวล

ส่วนโครงการหลวง โครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่มีอยู่นับพันโครงการทั่วประเทศ รวมทั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งโปรดให้ตั้งขึ้นในภาคต่าง ๆ เพื่อศึกษาพื้นที่และวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชผลให้เหมาะแก่ท้องถิ่น อันเป็นการแก้ไขต้นเหตุแห่งปัญหาเพื่อพัฒนาประเทศให้ได้ผลนั้น จัดเป็นการบำเพ็ญทานให้เป็นกุศล คือ เป็นกิจของคนดีคนมีปัญญา ถูกกาลสมัย เหมาะแก่ความต้องการของผู้รับ ไม่ทำให้พระองค์หรือผู้ใดเดือดร้อน การบำเพ็ญทานให้เป็นกุศลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงยังผลให้ไพร่ฟ้าหน้าใสได้โดยทั่วหน้ากัน

©  ด้วยท้าวประกอบมนสะเอื้อ      อนุเคราะอวดทาน
จึ่งไทยพสกสุขะสราญ            ฤดิชื่นระรื่นทรวง

…………………………………………………..

©   หนึ่งคือประพฤติศุภะสำรวม    จิตะมุ่งมนูญผล
ทรงศีละสังวระวิมล                 ธุระมุ่งเสวยสวรรค์

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ตลอดมาว่า ทรงเคร่งครัดในการรักษาศีล และทรงมีน้ำพระทัยนับถือพระพุทธศาสนาโดยบริสุทธิ์ ดังจะเห็นได้จากการเสด็จออกทรงผนวชรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเมื่อทรงผนวชแล้วได้เสด็จมาประทับรักษาศีลตามพุทธบัญญัติ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยประทับ ณ “พระตำหนักปั้นหย่า” แล้วจึงเสด็จมาประทับ ณ “พระตำหนักทรงพรต” ตามขัตติยราชประเพณี แม้เมื่อทรงลาผนวชแล้ว พระองค์ยังคงเสด็จมาประทับนั่งสมาธิกรรมฐานเป็นครั้งคราว ณ พระตำหนักทรงพรตนี้

ตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช ทรงดำรงพระองค์ได้งดงามบริสุทธิ์ สมควรแก่การเป็นพุทธสาวก จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา แก่พสกนิกรโดยทั่วหน้า

เมื่อทรงลาผนวชมาอยู่พระราชฐานะแห่งพระมหากษัตริยาธิราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงประพฤติอยู่ในศีลโดยบริสุทธิ์ กล่าวคือ ทรงประพฤติพระราชจริยาในทางพระวรกายและในทางพระวาจาให้สะอาดงดงามถูกต้องอยู่เป็นนิจ ไม่เคยบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นศีลในการปกครอง หรือศีลในทางศาสนาก็ตาม

ในด้านศีลในการปกครอง คือ การประพฤติตามกฎหมายและจารีตประเพณีอันดีงามนั้น ไม่เคยปรากฎเลยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์เหนือกฎหมาย และไม่เคยมีแม้แต่สักครั้งเดียวที่จะทรงละทิ้งจารีตประเพณีอันดีงามของชาติและของพระราชวงศ์ พระเกียรติคุณในข้อนี้เป็นที่ซึมซาบในใจของชาวไทยเป็นอย่างดี นับจากกาลเวลาที่ล่วงผ่านมาตราบจนถึงทุกวันนี้

ส่วนศีลในทางศาสนา อย่างน้อยคือศีลห้าอันเป็นศีลหรือกฎหมายที่ใช้ในการปกครองแผ่นดินมาตั้งแต่อดีตก่อนพุทธกาลนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสมาทานรักษาอย่างเคร่งครัด และทรงสนับสนุนให้พสกนิกรของพระองค์สมาทานรักษาอย่างเคร่งครัด และทรงสนับสนุนให้พสกนิกรของพระองค์สมาทานรักษาเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่มิได้นับถือพุทธศาสนา พระองค์ทรงสนับสนุนให้ยึดมั่นตามคำสอนแห่งศาสนาอันตนศรัทธา ด้วยทรงตระหนักว่าทุกศาสนามีหลักคำสอนที่นำไปสู่การประพฤติดี ศาสนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันของชนหมู่มาก แม้บัดนี้ในการปกครองจะมีกฎหมายอยู่แล้วก็ยังต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องอุปการะ ด้วยกฎหมายบังคับได้เพียงแค่กาย ส่วนศาสนาสามารถเข้าถึงจิตใจ น้อมนำไปปฏิบัติตามโดยไม่ต้องบังคับ

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปกครองบ้านเมืองด้วยกฎหมายและศาสนา ประกอบกับการที่ทรงสมาทานศีลอย่างเคร่งครัดดังปรากฎในที่ทุกสถาน ชาวไทยจึงมีความสุขสงบและวัฒนาด้วยศีลบารมีแห่งพระองค์

©   ด้วยท้าวประพฤติศุภะสำรวม     จิตะมุ่งมนูญผล
ทรงศีละสังวระวิมล                  สุขะจึ่งสถิตไทย

………………………………
© หนึ่งเอื้อบำรุงสมณพราหมณ์       และประดิษฐ์หิตานันท์
โรงเรียนสะพานและคฤหะอัน      ชนไข้จะพึงประสงค์
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในด้านการบริจาค ซึ่งหมายถึงการเสียสละสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยกว่า เพื่อสิ่งที่มีประโยชน์ใหญ่ยิ่งกว่านั้น ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือประโยชน์และความเจริญของชาติ ศาสนา รวมทั้งประโยชน์สุขของพสกนิกร สำคัญยิ่งกว่าพระองค์เอง พระราชกรณียกิจนานัปการจึงเป็นไปเพื่อความวัฒนา และประโยชน์สุขของชาวไทยและสถาบันดังกล่าว

ด้านการศาสนา ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภกศาสนาต่าง ๆ อันมีในประเทศไทย และได้พระราชทานทรัพย์เพื่อทะนุบำรุงไปเป็นจำนวนมาก โดยพระพุทธศาสนานั้นทรงมีคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ ทั้งในการบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชียสถาน อันมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นต้น การสร้างถาวรวัตถุ เช่น “พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.” และ “พระพุทธนวราชบพิตร” เป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะพระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งเสด็จไปพระราชทานด้วยพระองค์เองแก่ทุกจังหวัดทั่วประเทศนั้น ได้ทรงบรรจุที่ฐานด้วยพระพิมพ์ซึ่งทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ประกอบด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ทั้งในพระองค์และจากจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทรงบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านอื่น ๆ อีกนานัปการ ด้วยศรัทธาและปริจาคะของพระองค์เช่นนี้ จึงไม่น่าสงสัยที่พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองจนประเทศไทยกลายเป็นแหล่งศึกษาพระธรรม ของชาวต่างประเทศและเป็นแหล่งส่งพระธรรมทูตไปประกาศพระศาสนาในประเทศต่าง ๆ

ในด้านการสงเคราะห์ ได้ทรงเสียสละพระราชทรัพย์และสิ่งของจำนวนมากมายจนสุดที่จะประมาณได้ เพื่อดับความทุกข์ยากของพสกนิกรในยามประสบภัยพิบัติและในถิ่นทุรกันดาร

ทรงสละพระราชทรัพย์เพื่อพัฒนาการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย โดยโปรดให้มีโครงการจัดตั้งโรงเรียนในถิ่นยากจนต่าง ๆ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และทุนอานันทมหิดลเพื่อส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่างประเทศ เป็นต้น

ทรงสละพระราชทรัพย์นับจำนวนไม่น้อย ในการพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่มูลนิธิและสาธารณสถานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของชาวไทย

ทรงเสียสละพระราชทานที่นาของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในจังหวัดต่าง ๆ กว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ ให้เข้าอยู่ในโครงการปฏิรูปที่ดิน เมื่อปี ๒๕๑๘ เพื่อแบ่งปันที่ทำกินให้แก่เกษตรกรที่ยากจน

การที่ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ วัตถุสิ่งของและที่ดินจำนวนมหาศาล รวมทั้งการที่ทรงเสียสละปฏิบัติพระราชภารกิจทั้งนอกและในประเทศ พระราชภารกิจในโครงการพระราชดำรินับพัน ๆ โครงการทั่วประเทศนี้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดในความเสียสละอันใหญ่หลวงของพระองค์ ด้วยทรงเสียสละเวลา พระปรีชาสามารถ และความสำราญพระราชหฤทัยทั้งมวล ทรงยอมรับความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายทุกประการเพื่อพสกนิกร อย่างไม่มีประมุขประเทศใดในขณะนี้ จะเสียสละได้เทียบเท่าที่พระองค์ทรงเสียสละให้แก่พสกนิกรไทยมาเนิ่นนานไม่น้อยกว่า ๔๑ ปี

©   ด้วยท้าวบำรุงสมณพราหมณ์      และประดิษฐ์หิตานันท์
จึ่งพุทธศาสน์นิกะระพลัน           พุฒิเพิ่มเพราะภูมินทร์

(หมายเหตุ ผงศักดิ์สิทธิ์ในพระองค์ ได้แก่
๑. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฏิมากรตลอดเทศกาล จนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้
๒. เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง
๓. ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ใรพระราชพิธีฉัตรมงคล
๔. สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์
๕. ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ผงศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดต่าง ๆ ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ได้แก่วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ดินหรือตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถานเปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงรูปหน้าที่บูชา และน้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษก  ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

…………………………………..

 


© หนึ่งมีมลวิมละใส              หฤทัย ธ ซื่อตรง
เป็นนิตย์นิรันตะระธำรง     สุจริต ณ ไตรทวาร

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

อันทศพิธราชธรรมข้อที่สี่ คือ อาชชวะ หรือความซื่อตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติอยู่นิจ สำหรับผู้ที่มีอายุคงจะจำกันได้ดีว่าหลังจากที่ได้ทรงดำรงสิริราชสมบัติแล้ว ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ อันเป็นวันกำหนดเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อในต่างประเทศ ระหว่างประทับรถพระที่นั่งเพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปขึ้นเครื่องบินนั้น ได้มีเสียงร้องมาจากกลุ่มพสกนิกรที่เฝ้าส่งเสด็จว่า “อย่าทิ้งประชาชน” และได้มีพระราชดำรัสตอบในพระราชหฤทัยว่า “เราจะไม่ทิ้งประชาชน ถ้าประชาชนไม่ทิ้งเรา” การตั้งพระราชหฤทัยดังนี้เสมือนเป็นการพระราชทานสัจจะ ว่าจะทรงเป็นร่มบรมโพธิสมภารของพสกนิกรตลอดไป

ครั้นต่อมาในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งเป็นวันที่ทรงกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้มีพระปฐมบรมราชโองการแก่พสกนิกรทั่วประเทศว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” วันเวลาที่ล่วงผ่านไปเนิ่นนานจากวันนั้นถึงวันนี้ ๔๑ ปีเศษแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรักษาสัจจะที่ได้พระราชทานให้แก่พสกนิกรทั้งสองประการ มาอย่างสมบูรณ์สม่ำเสมอ พระองค์ไม่เคยทรงทอดทิ้งพสกนิกร ด้วยทรงถือเอาความทุกข์เดือดร้อนของพสกนิกรเป็นความทุกข์เดือดร้อนของพระองค์เอง เหตุนี้เมื่อเกิดความเดือดร้อนหรือภัยพิบัติในส่วนใดของประเทศ พระองค์จะเสด็จฝ่าไป ไม่ว่าระยะทางจะใกล้ไกล ทุรกันดารเพียงใด แดดจะแผดกล้าร้อนแรง หนทางจะคดเคี้ยวข้ามขุนเขา พงไพรจะรกเรื้อแฉะชื้นเต็มไปด้วยตัวทาก ฝนจะตกกระหน่ำจนเหน็บหนาว น้ำจะท่วมเจิ่งนอง พระองค์ก็มิได้ทรงย่อท้อที่จะเสด็จไปประทับเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรผู้ทุกข์ยาก เพื่อทรงดับความเดือดร้อนให้กลับกลายเป็นความร่มเย็น

นอกจากนี้ยังทรงครองแผ่นดินด้วยธรรมานุภาพ ไม่ว่าการสิ่งใดอันจะยังความทุกข์สงบมาสู่พสกนิกร พระองค์จะทรงปฏิบัติ และการสิ่งใดที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้พสกนิกรประพฤติปฏิบัติตาม จะพระราชทานกระแสพระราชดำรัสชี้แจงถึงเหตุและผลให้เข้าใจ พสกนิกรผู้ปฏิบัติจึงปฏิบัติด้วยเห็นประโยชน์แห่งผลของการปฏิบัตินั้น ปฏิบัติด้วยความเต็มใจและด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ มิใช่ด้วยความกลัวเกรงพระบรมเดชานุภาพ การครองแผ่นดินโดยธรรมของพระองค์จึงยังประโยชน์สุขมาสู่มหาชนชาวสยาม สมดังพระราชปณิธาน

คงไม่มีความรู้สึกอันใดที่จะวาบหวานและซาบซึ้งใจชาวไทย ยิ่งไปกว่าความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พระผู้ทรงมีพระราชอัธยาศัยเปี่ยมไปด้วยอาชชวะคือความซื่อตรงต่อพสกนิกรและประเทศชาติ

©   ด้วยท้าวทรงวิมละใส         หฤทัย ธ ซื่อตรง
จึ่งชนและชาติถิระธำรง      ทฤฆะทัศน์จรัสเรือง

………………………………………….

© หนึ่งคือหทัยบ่มิกระด้าง           บ่มิพึงจะรุนราญ
บ่มิถือพระองค์สมะสมาน         มนะน้อมนิยมชม
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชธรรมในข้อมัททวะหรือความอ่อนโยนนี้ เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมาช้านานแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนเพียบพร้อมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนโยนในความหมายทางโลกหรือความหมายทางธรรม

ความอ่อนโยนในความหมายทางโลก คือความอ่อนโยนต่อบุคคลอื่นในสังคม อันเป็นมารยาทที่บุคคลในสังคมจะพึงปฏิบัติต่อกันเพื่อผลดีในทางสังคม ความอ่อนโยนในความหมายนี้ย่อมชี้ให้เห็นชัดได้ด้วยพระราชจริยาวัตรต่าง ๆ ในที่ทุกสถาน

ส่วนความอ่อนโยนในทางธรรมนั้น มีความหมายกว้างขวางมาก คือ หมายถึงความสามารถโอนอ่อนผ่อนตาม น้อมไป หรือเปลี่ยนไปในทางแห่งความดี ทำให้เกิดการผสมผสานกันอย่างดีในทางการงานและบุคคลแก่บุคคลทุกระดับชีวิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าถึงธรรมะในข้อนี้เป็นอย่างดี และอย่างถ่องถ้วนทุกระดับขั้น

ขั้นแรก คือ ความอ่อนโยนทางพระวรกาย ทุกพระอิริยาบถที่ปรากฎไม่มีที่จะแสดงถึงความรังเกียจเดียดฉันท์ หรือถือพระองค์เลยจะมีก็แต่ความอ่อนโยน นิ่มนวล งดงาม เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์พระราชหฤทัย อันยังความชื่นชมโสมนัส และอบอุ่นใจให้เกิดแก่พสกนิกรโดยทั่วกัน

ขั้นที่สอง คือ ความอ่อนโยนทางพระวาจา อันพึงเห็นได้จากการที่ทรงมีพระราชปฏิสังถารแก่ราษฎรซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา ที่มารับเสด็จอย่างใกล้ชินสนิทสนม ไม่เคยมีพระวาจาที่กระด้าง มีแต่อ่อนโยนสุภาพละมุนละไม แม้จะทรงอยู่ในพระราชฐานะอันสูงสุด กลับทรงแสดงพระองค์เป็นธรรมดาอย่างที่สุด มิได้ทรงวางพระองค์ให้แตกต่างห่างไกลจากประชาชนที่ประกอบด้วยฐานะต่าง ๆ กัน ทางปฏิบัติพระองค์เป็นกันเอง เสมือนบิดาปฏิบัติต่อบุตรอันเป็นที่รัก ตรัสพระวาจาอ่อนหวานอันควรดื่มด่ำไว้ในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

ขั้นที่สาม คือ ความอ่อนโยนนิ่มนวลทางจิตใจและสติปัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุถึงมัททวะในขั้นนี้อย่างแท้จริง และทรงเข้าพระทัยในธรรมะของชีวิตอย่างลึกซึ้งว่า แต่ละชีวิตย่อมมีหน้าที่หลายอย่าง พระองค์จึงทรงวางพระทัยให้อ่อนโยน และทรงวางพระสติปัญญาให้โอนอ่อนไปตามสถานภาพได้อย่างเหมาะสม เช่นในพระราชฐานะต่าง ๆ ในพระบรมราชวงศ์ (ทั้งพระราชฐานะที่เป็นพระราชโอรส เป็นพระอนุชา เป็นพระบิดา เป็นอัยกา ฯลฯ)

ในพระราชฐานะแห่งพระมหากษัตริยาธิราช ทรงมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมแด่ผู้เจริญโดยวัยและเจริญโดยคุณ และมีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอพระองค์และต่ำกว่า ไม่เคยทรงดูหมิ่น การที่ทรงวางพระองค์เช่นนี้จึงก่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่บ้านเมือง และความปิติศรัทธาแก่ชาวไทยอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบ

©    ด้วยท้าวประทานมธุรถ้อย         รติร้อยมโนชน
อ่อนโยนอดุลย์จริยะดล               รติท้าวสนิทใจ

……………………………….

© หนึ่งเผากิเลสอกุศล              มละกลั้ว ณ อารมณ์
ด้วยการบำเพ็ญพิระอุดม     วรศาสโนบาย
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชธรรมข้อที่หก คือ ตบะ หรือความเพียร เป็นราชธรรมที่มีการตีความหมายกันไว้หลายประการ แต่ไม่ว่าจะตีความหมายโดยนัยอย่างใด การดำรงพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยังคงอยู่ในขอบข่ายของพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงบำเพ็ญตบะบารมีอยู่นั่นเอง

ตบะในความหมายหนึ่งคือความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาความเกียรคร้าน โดยความหมายนี้จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบด้วยพระราชอุตสาหะวิริยภาพเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ไม่โปรดที่จะประทับอยู่เฉย ทรงพอพระราชหฤทัยในการเสด็จพระราชดำเนินออกทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ แม้ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล ขวางกั้นด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่ ป่าทึบ หรือเขาสูงสุดสายตาเพียงเพื่อให้ทรงทราบถึงความทุกข์สุขของราษฎร ด้วยพระเนตรพระกรรณของพระองค์เอง เมื่อทรงทราบแล้วก็มิได้ทรงนิ่มนอนพระราชหฤทัย แต่ได้ทรงมีพระราชดำริริเริ่มสิ่งต่าง ๆ เพื่อขจัดความทุกข์เดือดร้อนของราษฎรทั้งในด้านการอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพอนามัย การศึกษาและอื่น ๆ ด้วยพระราชอุตสาหะ วิริยภาพเช่นนี้ พระองค์จึงทรงขจัดความขัดข้องความยากจนขัดสนทั้งหลายให้แก่ราษฎรได้โดยทั่วกัน

ตบะ ในอีกความหมายหนึ่ง หมายถึงความตั้งใจกำจัดความเกียจคร้านและการกระทำผิดหน้าที่ มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ ซึ่งเป็นกิจที่ดีที่ชอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญตบะในความหมายนี้ได้อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน ในพระราชฐานะแห่งพระมหากษัตริยาธิราช ทรงมีหน้าที่ปกครองอาณาประชาราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็น พระองค์ได้ทรงตั้งพระราชอุตสาหะวิริยภาพ ประกอบด้วยปัญโญภาส ปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เป็นไปด้วยดีไม่มีข้อผิดพลาด ทรงมีพระราชดำริริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรโดยไม่หยุดยั้ง โครงการพระราชดำริของพระองค์จึงมีนับพัน ๆ โครงการไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงติดตามกิจการที่ได้ทรงปฏิบัติหรือโปรดให้ปฏิบัติโดยใกล้ชิด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะทรงลำบากยากพระวรกายเพียงไร แต่ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงพอพระราชหฤทัยที่จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ ด้วยพระราชอุตสาหะวิริยภาพโดยไม่มีวันว่างเว้น และในวันหนึ่ง ๆ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจได้มายมายจนไม่น่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะสำหรับบุคคลโดยทั่วไปหากจะเป็นไปได้เช่นนั้น ก็คงต้องใช้เวลาหลายวันมิใช่วันเดียว ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติ

ตบะ ในความหมายอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเพียรในการละอกุศลกรรม เพียรอบรมกุศลบุญต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น โดยความหมายนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเพียบพร้อมด้วยพระราชวิริยภาพที่จะทรงเอาชนะความชั่วต่าง ๆ ด้วยความดี ทรงมีพระตบะเดชะ เป็นที่เทิดทูนยำเกรงการสมาทานกุศลวัตรของพระองค์ จึงสามารถเผาผลาญกำจัดอกุศลกรรมให้เสื่อมสูญได้โดยสิ้นเชิง อาณาประชาราษฎร์ผู้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร จึงมีแต่ความสุขสวัสดิ์วัฒนาพ้นจากความเดือดร้อนนานาประการด้วยตบะเดชะบารมีแห่งพระองค์

©   ด้วยท้าวมลายมละกิเลส          มหะเหตุจะเกียจคร้าน
พร้อมเพียบบำเพ็ญพิริอุฬาร    รุจิล้วนจำเริญไทย

………..


©  หนึ่งแม้จะมีมนุชะปอง         ประติปักษะมุ่งร้าย
เมตตาธิธรรมะวธิหมาย       ชนะด้วยอเวรา
จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญอักโกธะบารมี หรือความไม่โกรธให้เป็นที่ประจักษ์ใจทั้งในหมู่ประชาชนชาวไทย และในนานาประเทศมาเป็นเวลาช้านาน แม้มีเหตุอันควรให้ทรงพระพิโรธยังทรงข่มพระทัยให้สงบได้โดยสิ้นเชิง อย่างที่ปุถุชนน้อยคนนักจะทำได้ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๐๕ และ ๒๕๑๐ เป็นต้น ซึ่งยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ตามเสด็จทุกคน

วันนั้น…วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๐๕ เป็นวันแรกที่ทรงย่างพระบาทสู่ดินแดนออสเตรเลีย พร้อมด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเสด็จเยือนมาสามประเทศแล้ว จากรถพระที่นั่ง…ขณะเสด็จไปยังที่ประทับพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็น ชายคนหนึ่งชูป้ายเป็นภาษาไทยขับไล่พระองค์ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหวั่นไหวด้วยทรงพิจารณาว่าเป็นการกระทำของคนเพียงคนเดียว มิใช่ประชาชนทั้งประเทศ จึงทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชนอื่น ๆ ที่โห่ร้องรับเสด็จไปตลอดทาง

ต่อมาที่นครซิคนีย์เหตุการณ์อย่างเดียวกันได้เกิดขึ้นอีก โดยกลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนจากลัทธิการเมืองที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลไทย เริ่มจากการชูป้ายข้อความขับไล่ผู้เผด็จการเมืองไทย ในทันทีที่รถพระที่นั่งแล่นเข้าสู่ศาลากลางเทศบาล ซึ่งจัดไว้เพื่อรับเสด็จ ติดตามด้วยใบปลิวมีข้อความขับไล่ผู้เผด็จการเมืองไทย และกล่าวหารัฐบาลไทยว่าเป็นฆาตกรฆ่าผู้บริสุทธิ์ ใบปลิวนี้โปรยลงมารอบพระองค์ขณะที่ตรัสตอบขอบใจนายกเทศมนตรี และประชาชนกลางเวที แต่พระองค์ยังคงตรัสต่อไป เสมือนมิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น

เพียงเท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเสด็จต่อไปยังเมืองเมลเบิร์นเพื่อทรงรับการถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ พระองค์ยังทรงถูกโห่ฮาป่าจากกลุ่มนักศึกษาซึ่งไม่สุภาพ ทั้งท่าทางและการแต่งกาย และเมื่ออธิการบดีกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ นักศึกษากลุ่มเดิมได้โห่ฮาป่ากลบเสียงสดุดีเสีย แม้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปเพื่อตรัสตอบ คนกลุ่มนี้ยังโห่ฮาป่าขึ้นอีก แต่พระองค์คงมีสีพระพักตร์เรียบเฉย ซ้ำยังทรงหันมาเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุยโค้งคำนับคนกลุ่มนั้นอย่างสุภาพ พร้อมกับตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ราบเรียบมีใจความว่า “ขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมากในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อย ที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน” เสียงฮาป่าเงียบลงทันที นักศึกษากลุ่มนี้ได้พ่ายแพ้แก่อักโกธะ หรือความไม่โกรธของพระองค์โดยสิ้นเชิง…ครั้นถึงเวลาเสด็จกลับ ทุกคนในกลุ่มพร้อมใจกันยืนคอยส่งเสด็จด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ บ้าง ยิ้มบ้าง โบกมือและปรบมือให้บ้างจนรถพระที่นั่งแล่นไปจนลับตา

ต่อมาในปี ๒๕๑๐ อันเป็นปีที่ชาวอเมริกันเดินขบวนและหนังสือพิมพ์ลงข่าวโจมตีรัฐบาล เรื่องการส่งทหารมาช่วยรบและเสียชีวิตมากมายในเวียนนามใต้ ในภาวะอันวิกฤตนี้ทรงเกรงรัฐบาลอเมริกันจะล้มเลิกนโยบาลช่วยเหลือเอเชียอาคเนย์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของไทย จึงเสด็จไปทรงเจริญสัมพันธไมตรี

ในการนี้จะทรงได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยวิลเลียมส์ ก่อนวันแจกปริญญาทรงทราบว่าบทความที่ได้รับรางวัลซึ่งจะอ่านในวันแจกปริญญา เป็นบทความคัดค้านนโยบาลของรัฐบาล ในการส่งทหารมาช่วยรบในเวียนนาม นอกจากนี้กลุ่มนักศึกษายังเตรียมแจกใบปลิว และเตรียมเดินขบวนออกจากพิธีถวายปริญญาแก่พระองค์ด้วย…และแล้ววันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๑๐ วันอันน่าระทึกใจก็มาถึง เมื่อนักศึกษาอ่านบทความที่ได้รับรางวัลจบลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรบพระหัตถ์ให้กับการใช้ภาษาที่ถูกต้องและไพเราะ แม้จะไม่ทรงเห็นด้วยกับเนื้อหาก็ตาม จากนั้นพระองค์จึงตรัสขอบใจมหาวิทยาลัย และทรงเตือนสตินักศึกษา “ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองดูเหตุผลให้ถ่องแท้เสียก่อนที่จะมั่นใจเชื่ออะไรลงไป มิใช่สักแต่ว่าเชื่อเพราะมีผู้บัญญัติไว้” พระราชดำรัสนี้เป็นที่ชื่นชอบมากถึงกับทุกคนลุกขึ้นยืน และปรบมือถวายเป็นเวลานาน และเหตุการณ์ร้ายที่เกรงกลัวก็มิได้เกิดขึ้น

การที่ประเทศไทยมีพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงบำเพ็ญอักโกธะบารมี หรือความไม่โกรธได้อย่างมั่นคงเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาสัมพันธไมตรีอันดีกับนานาประเทศไว้ได้ตลอดมา พระเกียรติคุณของพระองค์ในข้อนี้จึงเป็นที่ชื่นชมของชาวไทยและชาวต่างประเทศยิ่งนัก

©  ด้วยท้าวอภัยมนุชะผอง        มนะปองประสงค์ร้าย
เมตตาพระเอื้ออริมลาย          มติภักดิ์พระภูบาล

(หมายเหตุ : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศระหว่างปี ๒๕๐๕ – ๒๕๑๐ นี้ ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสัมพันธภาพระหว่างประเทศไทย และต่างประเทศ เนื่องจาก :-
๑. เหตุการณ์ที่ออสเตรเลีย มิใช่การกระทำของเจ้าของประเทศแต่เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ซึ่งนิยมลัทธิการปกครองที่ขัดแย้งกับลัทธิการปกครองของไทย ในปี ๒๕๐๕ เป็นปีที่บุคคลกลุ่มนี้ได้ขยายการต่อต้านและพยายามแทรกซึมเข้าไปปฏิบัติการในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งออสเตรเลียด้วย

๒. เหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวของนักศึกษาหัวรุนแรงเป็นการกระทำที่ต้องการต่อต้านรัฐบาลอเมริกัน มิได้มีเจตนาที่จะลบหลู่พระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพียงแต่สถานการณ์ทำให้ดูเสมือนเป็นเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงผลกระทบตามวิถีทางการเมืองเท่านั้น)

………………………………..

 


© หนึ่งท้าวบ่ปองมนะจะเบียน        นรพึ่งพระเดชา
ป้องปกพสกนิกรนา-                   ครแม้นปิโยรส
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากอดีตเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน (๒๕๓๐) นับเป็นเวลาเนิ่นนานไม่น้อยกว่า ๔๑ ปี ที่ทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยได้รับความร่มเย็นมีความเป็นอยู่อย่างสุขสงบ ภายใต้เบื้องพระยุคลบาทแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงบำเพ็ญอวิหิงสาบารมี คือ ไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นลำบาก ไม่ก่อทุกข์ยากให้แก่ผู้ใดแม้จนถึงสรรพสัตว์ ด้วยเห็นเป็นของสนุกเพราะอำนาจแห่งโมหะหรือความหลง ไม่ทำร้ายรังแกมนุษย์และสัตว์เล่นเพื่อความบันเทิงใจแห่งตน

ในการบำเพ็ญอวิหิงสาบารมีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญได้โดยบริสุทธิ์ทุกสถาน ไม่ว่าจะเป็นทรงพระวรกาย พระวาจา พระราชหฤทัย และไม่ว่าจะเป็นการอันทรงปฏิบัติต่อมวลมนุษย์หรือสรรพสัตว์ใด ๆ แม้การนั้นจะยังความสะดวกสบายมาสู่พระองค์ หากเป็นความยากลำบากแก่ทวยราษฎร์แล้ว พระองค์จะทรงงดเว้นเสีย โดยทรงยอมลำบากตรากตรำพระวรกายของพระองค์เองแทน ดังเหตุการณ์อันเป็นที่เปิดเผยจากวงการตำรวจจราจรเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๐ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าตามปกติเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ใดเจ้าหน้าที่จราจรจะปิดถนนตลอดเส้นทางนั้นทุกครั้ง จึงทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ปิดการจราจรเวลาเสด็จพระราชดำเนินไม่ว่าที่ใด หากการจราจรเกิดติดขัดก็มีพระมหากรุณาธิคุณที่จะทรงร่วมอยู่ในสภาวะแห่งการติดขัดนั้น เช่นเดียวกับพสกนิกรของพระองค์

การบำเพ็ญอวิหิงสาอย่างยิ่งยวดของพระองค์นี้ แม้จะหยิบยกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดเพียงประการเดียวจากพระราชกรณียกิจอันมากมาย คงเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าไม่มีพระมหากษัตริยาธิราช หรือประมุขประเทศใดในโลกขณะนี้ที่จะเสมอเหมือนพระองค์

ในส่วนที่เกี่ยวกับสรรพสัตว์ พระองค์ไม่เคยทรงกระทำการใดให้เป็นที่ทุกข์ยากเจ็บปวด ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเสด็จออกประพาสป่าล่าสัตว์ตัดชีวิต จะมีก็แต่การพระราชทานชีวิตให้เท่านั้น ในรูปของโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำและอนุรักษ์สัตว์ เช่น โครงการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า เป็นต้น

การบำเพ็ญอวิหิงสาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งแผ่ไพศาลไปทั่วทุกหนแห่ง จึงปกป้องคุ้มครองชีวิตไม่ว่ามนุษย์หรือสรรพสัตว์ทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย จึงดำรงอยู่ได้ด้วยความสุขสงบและร่มเย็น

©    ด้วยท้าวบ่เบียนผิว์อภิบาล         นรปานปิโยรส
จึ่งไทยถวายรติประณต             มนะน้อมนโรดม

………………………………………………..

©  หนึ่งแม้จะมีธุระรำคาญ      หฤทัยก็ออมอด
ยามควรก็ทรงกรุณะงด      คุรุทัณฑะอาญา
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริยาธิราช ผู้ทรงมีพระขันติธรรมเป็นยอดเยี่ยมอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ บางครั้งเป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับพระองค์ที่จะทรงอดทนได้ แต่พระองค์ยังทรงอดทนรักษาพระราชหฤทัย พระวาจา พระวรกาย และพระอาการ ให้สงบเรียบร้อยงดงามได้ในทุกสถานการณ์

ทรงอดทนต่อโทสะ จากการเบียดเบียนหยามดูหมิ่น ดังเช่น การถูกขับไล่โดยกลุ่มชนที่ไม่หวังดีต่อเมืองไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เมื่อปี ๒๕๐๕ เป็นต้น

ทรงอดทนต่อโลภะ คือความอยากได้ทุกประการโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ว่าพระองค์ได้เคยมีพระราชประสงค์สิ่งใดจากผู้ใด แม้สิ่งของที่นำมาถวายหากมากเกินไปก็มิได้ทรงรับ เช่น รัฐบาลในสมัยหนึ่งจะถวายรถพระที่นั่งคันใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้สมพระเกียรติยศ แต่พระองค์กลับมีพระราชดำริว่ารถพระที่นั่งน่าจะเป็นรถคันใหญ่พอประมาณและราคาไม่แพงนัก เพื่อจะได้สงวนเงินไว้พัฒนาประเทศได้อีกส่วนหนึ่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังทรงอดทนต่อโมหะ คือความหลง โดยพระองค์มิได้ทรงติดข้องอยู่ในความสุขสำราญและความสะดวกสบายต่าง ๆ อันพึงหาได้ในพระราชฐานะแห่งพระมหากษัตริยาธิราช

ทรงอดทนต่อความทุกขเวทนา ความลำบากตรากตรำพระวรกายต่าง ๆ เพื่อทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทุกแห่งหน

ทรงอดทนต่อความหวาดหวั่นภยันตรายต่าง ๆ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๐ เป็นต้น ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ก่อการร้ายกำลังฮึกเหิมพระองค์ก็มิได้ทรงทอดทิ้งทหารตำรวจ ผู้ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยทรงมีวิทยุติดพระองค์เพื่อทรงรับฟังเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาทรงสอบถามเหตุการณ์ทางวิทยุอยู่เสมอ และหากทรงว่างจากพระราชภารกิจจะรีบเสด็จไปยังที่เกิดเหตุทันท ีเพื่อทรงสอบถามเหตุการณ์ด้วยพระองค์เอง หากทรงทราบว่ามีทหารตำรวจได้รับบาดเจ็บ จะทรงให้เฮลิคปอเตอร์รับผู้บาดเจ็บไปรักษาพยาบาลทันที ส่วนในที่บางแห่ง เช่นที่กุยบุรี จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ ซึ่งขาดแคลนพาหนะในการตรวจท้องที่ทำให้ทหารตำรวจถูกลอบทำร้ายล้มตายกันเนือง ๆ หลังจากเสด็จไปทรงเยี่ยมทหารตำรวจแล้วทรงเห็นความจำเป็นจึงพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อรถจิ๊ปพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ๖ คัน เพื่อสงวนชีวิตเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไว้

ในคราวเกิดเหตุปะทะที่ทุ่งช้าง จังหวัดน่าน อันขึ้นชื่อว่าเป็นสมรภูมิเลือดนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงกลัวเกรงภยันตรายใด ๆ ได้เสด็จขึ้นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปบินสำรวจเหนือจุดซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นจุดที่เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการเคยถูกยิงตกมาแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงให้เฮลิคอปเตอร์รับทหารผู้บาดเจ็บออกมารับการรักษาพยาบาลได้ทันท่วงทีด้วย พระองค์มิได้ทรงหวดหวั่นภยันตรายใด ๆ แม้ในแหล่งที่ผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอย่างรุนแรง เช่น ลอบฆ่าข้าราชการและประชาชน (บ้านนาวง อ.เมือง จ.พัทลุง)

และแม้ในขณะที่พายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก พระองค์ยังคงเสด็จฝ่าสายฝนไปเพื่อทรงเยี่ยมทหารตำรวจ ในสภาวะอันวิกฤตนั้นด้วยขันติบารมีของพระองค์เช่นนี้ ทำให้ราษฎรไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะทุกข์ยากทุรกันดารหรือตกอยู่ในภยันตรายเพียงใด ยังเกิดความรู้สึกอยู่เสมอว่าเขามิได้ถูกทอดทิ้งให้ว้าเหว่ผจญชะตากรรมอยู่เพียงลำพัง หากยังมีองค์พระประมุขที่จะเสด็จมาประทับเคียงข้าง และแผ่พระบารมีคุ้มครองให้เขารอดพ้นจากภยันตรายทั้งมวล

©  ด้วยท้าวสะกดกมลกลั้น               ทุรสรรพะรำคาญ
ทนทุกข์พระองค์สละประทาน     นรพ้นพิบัติภัย

………………………………………………………….

 


©  หนึ่งคงธำรงนิติประวัติ      วรยุกติธรรมา
ทรงงำพิภพศีลกะผา         สุกะแม้นมนูเดิม
 

จาก พระนลคำหลวง
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นับเป็นบุญของชาวไทยเป็นอย่างยิ่งที่ได้อยู่ภายใต้เบื้องพระยุคลบาล แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริยาธิราช ผู้ทรงบำเพ็ญอวิโรธนะคือความเที่ยงธรรมได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง ซึ่งความเที่ยงธรรมในที่นี้ หมายถึงความตรงตามความถูกต้อง หรือความไม่ผิดนั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระองค์ถูกต้องตามขัตติยราชประเพณีทุกประการ ไม่เคยทรงประพฤติผิดจากราชจรรยานุวัตรนิติศาสตร์และราชศาสตร์ ทรงปฏิบัติพระองค์ได้อย่างงดงามไม่มีความบกพร่องให้เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้เลย

พระองค์ทรงรักษาพระราชหฤทัยได้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งมวล จึงมิได้ทรงหวั่นไหวต่ออำนาจแห่งอคติใด ๆ อันมีความรัก ความชัง ความโกรธ ความกลัว และความหลง เป็นต้น จึงไม่มีอำนาจใดที่อาจน้อมพระองค์ให้ทรงประพฤติทรงปฏิบัติไปในทางที่มัวหมองไม่สมควร หรือคลาดเคลื่อนไปจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องผู้ควรอุปถัมภ์ยกย่อง ทรงบำราบคนมีความผิดควรบำราบโดยทรงที่เป็นธรรม และในพระราชฐานะแห่งองค์พระประมุขของชาติไทยในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีพรรคการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน พระองค์ได้ทรงดำริอยู่ในความยุติธรรม ทรงเป็นหลักชัยของพรรคการเมืองทุกพรรค


©  พระทรงเป็นยิ่งกว่ามหากษัตริย์    พระร้อยรัดศรัทธาใจไทยทั้งผอง
พระคือพระพิรุณพรำฉ่ำใจปอง    พระทรงครองหัวใจไทยทั้งมวล

วันเพ็ญ เซ็นตระกูล – ประพันธ์

ในด้านพระราชภารกิจต่าง ๆ ทรงปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิด้วยทรงสดับตรับฟัง ทรงศึกษา ทรงแสวงหาความรู้ความถูกต้องทั้งจากบุคคล ตำรา จากการที่ทรงสอบค้นด้วยพระองค์เอง และทรงนำมาประมวลใคร่ครวญด้วยพระปัญญา ความรู้ที่ทรงได้จึงเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งและถูกต้อง ด้วยเหตุนี้พระราชกรณียกิจใด ๆ ที่ทรงมุ่งผลให้บังเกิดเป็นความผาสุกความเจริญแก่พสกนิกรอย่างใด ก็ย่อมสำเร็จเป็นความผาสุกและความเจริญอย่างนั้น แม้ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องแก้ไขอันเป็นธรรมดาของการทำงานทั้งปวง ก็ทรงปฏิบัติแก้ไขอย่างรอบคอบให้บังเกิดผลดีและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปด้วยลำดับ พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงมีแต่ความไม่ผิด ดังเช่น ในการพัฒนาประเทศทรงพัฒนาอย่างถูกต้อง คือทรงพัฒนาประเทศไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาประชาชน โดยทรงแนะนำตรัสสอนด้วยพระองค์เองและผ่านทรงโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ในการพัฒนาแต่ละท้องถิ่นพระองค์ยังได้ทรงศึกษาถึงภูมิประเทศ ลมฟ้าอากาศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่และความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นย่อมไม่เหมือนกัน การพัฒนาของพระองค์จึงเป็นการพัฒนาด้วยความเข้าใจ เหมาะสมและเหมาะแก่ความจำเป็นของท้องถิ่นนั้น ๆ การพัฒนาโดยวิธีทางที่ถูกต้องนี้เอง ทำให้การพัฒนาประเทศได้ผลไม่สูญเปล่า สามารถช่วยให้ไพร่ฟ้าหน้าใสได้โดยทั่วหน้ากันสมดังพระราชประสงค์ ทั้งนี้ก็ด้วยการบำเพ็ญอวิโรธนะของพระองค์นี้เอง

©  ด้วยท้าวธำรงนิติประวัติ      ประจุทัตตะเที่ยงธรรม
ไทยถ้วนสราญจิระฉนำ        รติน้อมมโนกราน

ที่มา http://www.dhammajak.net/ratchathum/rat01.htm

 

 

Advertisements

รู้จักเรือนธรรม

http://www.ruendham.com/ruendham.php

ปีมะโรง ขอจงมีความสุข /พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

Image 

ปีมะโรง ขอจงมีความสุข
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วัดป่าสุนันทวนาราม

บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย

ปีกระต่ายก็ผ่านไป ปีมะโรง ปีพญานาคก็มาถึง
พญานาคเป็นปีแห่งโภคทรัพย์และผู้ทรงศีล
พระโพธิสัตว์ขณะบำเพ็ญปรมัตถบารมี
ในพระชาติสุดท้าย 10 ชาติ
ก็ได้เกิดเป็นพญานาคเพื่อบำเพ็ญศีลบารมี
เพื่อให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ และความเป็นมนุษย์

ผู้รักษาศีลเป็นนิจย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์
มนุษย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ
ผู้รักษาศีลย่อมมีความสุข
ขอเชิญมารักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนากันเถิด

ผู้ทรงศีลย่อมเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความดีงามทั้งปวง

ย่อมไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ทั้งสัตว์น้อยใหญ่
ย่อมเป็นผู้ไม่โลภอยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา
ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
ย่อมไม่ประพฤติผิดลูกและสามีภรรยาของผู้อื่น
ไม่นอกใจสามีภรรยา
ย่อมเป็นผู้ที่มีวาจาไพเราะ ช่างเจรจา
มีสัมมาวาจา ปิยะวาจา พูดแต่สิ่งที่ดี
มีประโยชน์ ไม่พูดเท็จ
ย่อมไม่เสพสุรายาเมา
ไม่ติดยาเสพติด ไม่ค้ายาเสพติด

ผู้ทรงศีลเป็นคนดี มีเมตตา มีจิตใจที่นุ่มนวล อ่อนโยน

ย่อมเป็นผู้ที่มีอายุยืน มีผิวพรรณงาม
มีความสุข และมีพระนิพพานเป็นที่สุด
ขอเชิญพวกเรามารักษาศีล เจริญภาวนากันเถิด
เพื่อเราจะได้มีความสุขในทุกสถานการณ์

หันมาสำรวจตัวเองกันบ้าง

ปัญหาในสังคมทุกวันนี้

เพราะเราไม่ค่อยเอาใจใส่ ในการรักษาจิตใจของตัวเอง
เราไม่เคยสำรวจตัวเอง
เราคิดว่าเราดีแต่คนอื่นไม่ดีตลอด
เพราะเราดูแต่คนอื่น ไม่เคยดูตัวเอง
เรามัวแต่จ้องจับผิดคนอื่น
จึงทำให้จิตใจของเราฟุ้งซ่าน สับสน เครียด ทุกข์

เรามัวแต่อยากพัฒนาคนอื่น ลืมตัวเอง
การปฏิบัติภาวนารักษาศีล คือ การหยุด
หยุดดูผู้อื่น หยุดตำหนิผู้อื่น
หันมาสำรวจตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว

การทำความดีก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล และปฏิบัติภาวนา

อันนี้ก็เป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมาย
อันเป็นที่ปรารถนาของทุกคน
คือฐานะดี รูปดี ปัญญาดี อายุยืน มีความสุข

การเจริญทาน ศีล ภาวนา
เมื่อทำแล้ว เราได้รับอานิสงส์ทันทีในปัจจุบันชาตินี้
ไม่ต้องรอภพหน้า
ปฏิบัติวันนี้ ก็เริ่มได้ผลวันนี้ อนาคตในชาตินี้ก็ดี
เมื่อตายแล้ว ชาติหน้าก็ได้รับอานิสงส์อีก
เมื่อเราเริ่มลงมือปฏิบัติบ้าง

เราจะเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น คือ เห็นตัวเอง รู้จักตัวเอง

แล้วเราจะปีติ ดีใจมาก….. ทุกคน
เพราะมันเป็นอีกมิติหนึ่งของจิตใจของเรา
ที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
แล้วเราจะมีความสุขมาก

การศึกษาธรรมะ ยิ่งศึกษา ยิ่งสงบ

เป็นโอปนยิโก ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเป็นโอปนยิโก
น้อมเข้ามาๆ เพื่อการปล่อยวาง ปล่อยวางสิ่งภายนอก
แล้วก็น้อมเข้ามาในธรรมะ น้อมเข้ามาดูกายกับใจของตัวเอง
ดูตัวเอง แก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง
มากกว่าที่จะไปดู ไปวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

คนอื่นเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ สำคัญที่ใจของเราเป็นอย่างไร

เราหมั่นน้อมเข้ามาดูจิตใจของเรา
รักษาจิตใจของเราให้เป็นปกติเสมอ คือ เป็นศีล

ศีล คือ ปกติ คือไม่ยินดียินร้าย

เป็นอินทรียสังวรศีล

อินทรียสังวรศีล

อานาปานสติขั้นที่ 1 คือ
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมลมหายใจออก-ลมหายใจเข้า

เป็นอินทรียสังวรศีล
เป็นการสำรวจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ไม่ให้ยินดียินร้าย

พระพุทธองค์บอกว่า
การเจริญอานาปานสติ มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยลองปฏิบัติ
ตั้งแต่เกิดมาเราก็มองข้ามไป
ถึงแม้ว่า การฝึกเจริญอานาปานสติ จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
พวกเราก็ไม่ค่อยสนใจ
บางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องยาก บางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องคร่ำครึ
ปล่อยให้คนอื่นเขาทำกันเถิด เราเป็นคนดีอยู่แล้ว

อันนี้เพราะเราไม่เข้าใจ
เพราะยังไม่ยอมลงมือปฏิบัติ

จริงๆ แล้วการปฏิบัติก็ไม่ยากมากมาย
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ… ก็เท่านั้น
และการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของทุกคน

ถ้าเราไม่ลงมือปฏิบัติ เราก็ไม่เห็นคุณค่า
ไม่เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ
เราปฏิเสธสิ่งดีๆ ในชีวิตอย่างน่าเสียดาย
มาปฏิบัติ เจริญศีล ภาวนากันเถิด
แล้วเราจะมีความสุขทุกคน มีความสุขได้ในทุกสถานการณ์

เพราะผู้ปฏิบัติย่อมได้รับผลเอง ย่อมมีความสุข ย่อมอิ่มอกอิ่มใจ
ปฏิบัติเดี๋ยวนี้ ก็ได้ผลเดี๋ยวนี้
และเมื่อเราได้ปฏิบัติ เราจะเคารพรัก
และบูชาพระพุทธองค์ได้อย่างจริงใจ
และเราจะเรียกตัวเองว่าชาวพุทธได้อย่างเต็มภาคภูมิ

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆ

เราไม่ต้องศึกษาอะไรมากมายก็ได้

พยามทำความรู้จักกับลมหายใจ
กำหนดลมหายใจบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน
เกิดความสนิทสนม เกิดความพอใจ
มีฉันทะ ที่จะอยู่กับลมหายใจตลอดเวลา
อย่างน้อยสุขภาพจิตของเราก็จะดีขึ้น

การระลึกรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า
เป็นการทำให้ศีลบริสุทธิ์ที่จิต ที่เจตนาถูกต้อง
เป็นการเจริญสติ สัมปชัญญะและปัญญาด้วย
เป็นการพัฒนาจิตใจโดยตรง
จึงมีอานิสงส์มาก มีประโยชน์มาก

เราจึงควรพยายามศึกษา
และพยายามทำบ่อยๆ จนเป็นนิสัย
เมื่อมีปัญหา ก็เอาลมหายใจเป็นสรณัง คัจฉามิได้
เมื่อเกิดปัญหาเป็นทุกข์ไม่สบายใจ
ก็รีบหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา

เมื่อเราสามารถระลึกรู้ ลมหายใจออก
ลมหายใจเข้าได้ โดยธรรมชาติ สบายๆ
ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน ตลอดวันตลอดคืน
ก็เป็นอินทรียสังวรศีล
หรือแม้ว่าไม่ตลอดวันก็ตาม แค่ 10 นาที 20 นาที
ถ้าเรานั่งสบายๆ กำหนดลมหายใจออก ลมหายใจเข้า
ติดต่อกัน ต่อเนื่องกันโดยธรรมชาติ ด้วยความพอใจ

ช่วงนั้นจิตใจของเราก็สงบ เป็นปกติ ป็นศีล เป็นอินทรียสังวร

สุขภาพใจก็ดี
ไม่ยินดียินร้าย ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
เมื่อมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ จิตใจก็ไม่หลง

จิตไม่คิดไปตามกิเลสตัณหา
จิตใจก็ไม่หวั่นไหว ไม่ยินดียินร้าย
มีหิริโอตตัปปะ
ละอายแก่ใจ กลัวบาป ไม่กล้าทำบาป ไม่กล้าทุกข์

ทุกข์เมื่อไร ก็บาปเมื่อนั้น
พยายามรักษาใจให้เป็นปกติเป็นกลางๆ
ให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างน้อย
ก็ก่อนนอนกับตอนเช้า

คล้ายๆ อาบน้ำ ตั้งใจอาบน้ำ
นอกนั้นตลอดวันก็ทำบ่อยๆ
คล้ายๆ กับการล้างมือ ล้างหน้า ทำบ่อยๆ
กลับมาหาลมหายใจบ่อยๆ มาหาที่พึ่งที่ระลึกของเราบ่อยๆ
แล้วเราจะมีสติ มีความสุขได้ในทุกสถานการณ์

ไม่ยินดียินร้าย

ไม่ยินดียินร้าย คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ในโลกธรรม 8 ที่มากระทบ

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ
สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
ชอบก็รู้ ไม่ชอบก็รู้ รู้แล้วปล่อย
สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ แล้วปล่อย
เห็นทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอ
ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้
ครอบครัวก็จะอบอุ่น บ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข
ทุกคนก็จะสบาย และเป็นสุขได้ในทุกสถานการณ์

ใครทำอะไรไม่ดี ท่านก็ไม่ให้ยินร้าย

ให้รีบโอปนยิโก น้อมเข้ามาดูตัวเอง
เตือนใจตัวเองว่า เราอย่าทำอย่างนั้น
จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์
เราก็ทำให้คนอื่นไม่พอใจเหมือนกัน ไม่มากก็น้อย
พยายามรักษาความเป็นปกติ
รักษาความเป็นกลางๆ รักษาสุขภาพใจดีของเรา
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
พยายามปฏิบัติ เจริญสติปัฏฐาน 4 เจริญอานาปานสติ
อยู่กับปัจจุบัน เป็นปัจจุบันธรรม

ไม่ยินดียินร้าย คือไม่ยึดมั่นถือมั่น

เห็นผู้หญิงสวย ชอบก็รู้ รู้แล้วก็ปล่อย
ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่าต้องเอามาเป็นของเราให้ได้
ลูกทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ปล่อย อนิจจัง
แล้วเขาจะเปลี่ยนไปเอง เขาก็มีกรรมเป็นของเขา
เมื่อมีโอกาส เมื่อใจของเราดีแล้ว
ก็ค่อยแนะนำ สอนเขา
เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของลูก
เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อย

นี้คือ ไม่ยินดี ยินร้าย

ไม่ยินดียินร้าย
ไม่ใช่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ปฏิบัติหน้าที่

ตรงกันข้าม ไม่ยินดียินร้าย เป็นสุขภาพใจที่ดี
เมื่อเรามีสุขภาพใจดี เราก็สามารถทำหน้าที่องเราได้ดีที่สุด
เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเสมอ
เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นพี่น้องที่ดี เป็นลูกที่ดี
เป็นนายที่ดี เป็นลูกน้องที่ดี เป็นนักการเมืองที่ดี
ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ เต็มความสามารถเสมอ
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยอิทธิบาท 4

เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว

ผลจะเป็นอย่างไร ถูกใจหรือไม่ถูกใจ
ใครจะสรรเสริญ ใครจะนินทา ก็ปล่อย
ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่า ฉันทำดีแล้วคนต้องชม
ฉันทำดีแล้ว ฉันต้องได้ 2 ขั้น ฉันต้องได้เลื่อนตำแหน่ง
คนดี อยู่ที่ไหน ใครจะว่าอย่างไร ก็ดีอยู่เสมอ
และสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยความพอใจ

นี่คือไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น

เราค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ฝึกปฏิบัติ

ตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาสุขภาพใจที่ดีของเราเอาไว้
ยินดียินร้ายเกิดขึ้น ก็รีบระงับ
มีหิริโอตตัปปะที่จิตใจ
เป็นศีล เป็นสมาธิ
เมื่อทำสำเร็จ จิตใจของเราก็เป็นมัชฌิมา
เป็นปกติ เป็นสุขภาพใจดี
และจะมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์

หิริโอตตัปปะ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว

ถึงแม้อยู่คนเดียวก็ไม่กล้าทำผิด
เพราะกลัวบาป ละอายต่อบาป
รู้จัก ชอบดี ผิดถูก ควรไม่ควร บุญบาป
ไม่มีคำว่า ไม่มีใครเห็น เพราะตัวเราเห็นตลอด
จึงชอบที่จะละความชั่ว รักแต่จะทำความดี
คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี พูดแต่สิ่งที่ดี
ไม่คิดร้าย ไม่คิดชั่ว ไม่คิดบาป
ไม่ทำในสิ่งที่ผิด สิ่งที่ก่อให้เกิดโทษทุกข์
ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

คิดดี พูดดี ทำดี เป็นอาหารที่มีคุณภาพ

เมื่อเราทุกข์ใจ ตกงาน น้ำท่วม ข้าวของเสียหายหมด ฯลฯ
เรามักจะมีความรู้สึกว่า เราเป็นคนโชคร้าย
เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก
ทำไมคนอื่นไม่มีปัญหาอย่างเรา

จริงๆ แล้ว ใครๆ เกิดมาในโลกนี้
ต่างคนต่างทุกข์กันทั้งนั้น
ต่างคนต่างมีปัญหาทั้งนั้น

โลกธรรม 8

ฝ่ายน่าปรารถนา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ฝ่ายไม่น่าปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยมาตั้งแต่อเนกชาติ

ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว
เป็นกฎตายตัวแน่นอน

โลกธรรม 8 เป็นเพียงรสชาติ
อร่อย ไม่อร่อย
ถูกใจ ไม่ถูกใจ เท่านั้น

ไม่ต้องใส่ใจมากนัก
ขอให้พอใจในอาหารที่มีคุณภาพ
คือ คิดดี พูดดี ทำดี

บางครั้งอาหารดีอาจจะออกรสไม่อร่อยก็ทนเอา
คือเวลาที่เราประสบกับโลกธรรม 8 ฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา
ก็ทนเอา ไม่เป็นไร
เอาคุณภาพ และ ประโยชน์ เป็นหลัก
คิดดี พูดดี ทำดี

รักษาใจให้ดีตลอดไป

รักษาใจของเราให้ดีไว้

แล้วเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง
เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

ถ้าเราทำดีอยู่เสมอ
คิดดี พูดดี ทำดี
รักษาศีล ภาวนาอยู่เป็นปกติ

อะไรจะเกิด ก็ไม่ต้องกังวลมากมาย
แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไป เปลี่ยนไป
เหมือนลมฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ทำดีไปเรื่อยๆ

อนาคตจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ…แน่นอน

คนไม่มีทุกข์ไม่มีในโลก

ลองคิดดูก็ได้
สมมติถ้าเราเป็นสมาชิกครอบครัวของพระพุทธเจ้า

พระนางสิริมหามายา
ต้องตาย ตั้งแต่ยังมีลูกอ่อนอายุ 7 วัน…ทุกข์

เจ้าชายสิทธัตถะ
แม่เสียชีวิต ไม่เคยได้เห็นหน้าแม่เลย…ทุกข์

พระนางพิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ
พระสวามีทิ้งเรากับลูกที่พึ่งเกิด เข้าป่า ไปเป็นนักบวช …ทุกข์
เราบกพร่องความเป็นภรรยาตรงไหน
อับอายญาติ พี่น้อง เพื่อน…ทุกข์

เจ้าชายราหุล พระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ
พ่อทิ้งลูกไปเมื่ออายุ 3-4 ขวบ เพื่อนๆ ล้อว่าไม่มีพ่อ…ทุกข์

พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดา
ลูกๆ ทั้งหลาย ไม่ดูแลรักษาราชสมบัติ เข้าป่า ทำไมๆ ๆ…ทุกข์

พระพุทธเจ้า
ราชวงศ์ศากยะ ถูกฆ่าหมด ญาติพี่น้องถูกฆ่าหมด
ผู้ฆ่าก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน

ถ้าเป็นเราคงทุกข์มาก
แต่ท่านเข้าใจว่าเป็นเรื่องของกรรม จึงปล่อยวางเสีย

ใครเกิดมาในโลก ในวัฏฏสงสาร
ต้องเป็นทุกข์แน่นอนทุกคน ทุกชีวิต

คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลกนี้

สมัยพุทธกาล

อุบาสก อตุละ ชักชวนบริวารทั้ง 500
ไปฟังเทศน์ที่สำนักพระศาสดา
ตอนเช้า ได้ไปหาพระเรวตเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์
นิมนต์อาราธนาเทศน์ ท่านเงียบ
อุบาสกนินทาท่านว่า องค์นี้ไม่พูดเลย

อุบาสกจึงชักชวนบริวารทั้งหมดเดินทางต่อไป
พบพระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระอัครสาวก
เป็นผู้เลิศทางปัญญา เป็นผู้แตกฉานในการแสดงธรรม
พระสารีบุตรแสดงธรรมโดยพิสดาร
อธิบายหัวข้อธรรมอย่างละเอียด
อุบาสกอตุละ นินทาท่านว่า พระองค์นี้ พูดมากเกินไป

อุบาสกจึงชักชวนพรรคพวกเดินต่อไปอีก
ตกบ่ายได้พบพระอานนท์
พระอานนท์แสดงธรรมโดยย่อให้เข้าใจง่ายๆ
เมื่อฟังเทศน์จบ อุบาสกอตุละ ก็ว่า
พระองค์นี้เป็นอะไร พูดน้อย

ตอนเย็นก็ไปถึงที่พักของพระพุทธองค์
อุบาสกอตุละได้เล่าให้พระพุทธองค์ฟังเรื่องตั้งแต่เช้า
พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า
อตุละเอย คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็คงจะถูกอตุละนินทาว่า เทศน์ไม่เก่ง

ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ทำงานมาก
มีความรับผิดชอบสูง
ก็ยิ่งถูกนินทามากเป็นธรรมดา

คนที่ไม่ถูกนินทา คือคนที่ไม่ทำอะไรเลย
เราทุกคนไม่ต้องการให้ใครนินทาเรา
แต่ก็เป็นไปไม่ได้

พระบรมศาสดาของเรา
เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด
ทรงมีพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ
แต่ท่านก็ถูกนินทามากที่สุดก็ว่าได้
คนมีมิจฉาทิฏฐิ คนไม่ศรัทธาท่าน ก็นินทาท่าน
คนนินทาท่าน อาจจะมากกว่าคนสรรเสริญท่าน

แม้แต่ธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ
ก็ถูกมนุษย์นินทาประมาณ 90% หรือ
อาจจะถึง 99% ทีเดียว

วันนี้ร้อน วันนี้หนาว

ฝนตก ฝนไม่ตก
ลมแรง ไม่มีลม ฯลฯ

ธรรมชาติก็ถูกมนุษย์นินทามากมายถึงปานนี้
ได้รับคำชม คำสรรเสริญ นิดเดียว
สิ่งที่ไม่มีวิญญาณก็ยังถูกนินทาถึงขนาดนี้
แล้วมนุษย์เองจะถูกนินทาขนาดไหน
น่าเห็นใจมนุษย์

นักจิตวิทยาของอเมริกันค้นคว้า วิจัย ศึกษาว่า
คนเราเฉลี่ยแล้ว คนๆ หนึ่ง ในวันหนึ่งๆ
มีความรู้สึก ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ
นึกเป็น วิภวตัณหาถึง 3 หมื่นครั้งต่อวัน
ครั้งหนึ่ง อาจจะนึกตำหนิ ออกมาเป็นคำพูด เป็นคำนินทา
วันหนึ่งๆ เรานึกตำหนิคนอื่นเท่าไร
และนินทาคนอื่นเท่าไร เราไม่รู้ตัว
แต่ถ้าเรา ได้ยินว่า มีใครนินทาเราสักประโยคเดียว
เราเจ็บใจ เกือบทำใจไม่ได้
เราลืมมองดูตัวเองว่า เราก็นินทาคนอื่นมากมาย
ใจเราไม่มีความยุติธรรมเท่าไร

ถ้าใจเราดี ใจมีธรรมะ
เราก็จะเห็นเรื่องนินทา สรรเสริญ
เป็นเรื่องธรรมดาในโลก

คนที่พูดถูกใจเรา ไม่ถูกใจเราก็เป็นเรื่องธรรมดา
นานาจิตตัง ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างรู้สึก
เราเองจะระวังสักแค่ไหน คนที่ไม่ชอบคำพูดของเราก็มีอยู่
เพื่อนของเรา พ่อแม่ของเรา จะพูดดีแค่ไหน
เราก็อาจจะไม่พอใจก็ได้
ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะมองเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่เอาจริงเอาจังกับคำพูดมากมายนัก
คอยแต่ระวังรักษาใจของเราให้ดี ให้เป็นปกติ
ไม่ยินดี ยินร้าย มีหิริโอตตัปปะตลอดกาล

ปกติใครจะนินทาเรา เราก็เจ็บใจ
อาฆาต พยาบาท ข้าภพ ข้ามชาติ
ปุถุชนก็เป็นอย่างนั้น
จิตใจของสัตว์ เมื่อเจ็บใจก็ผูกอาฆาต พยาบาท หลายปี
หลายสิบปี หรือข้ามภพ ข้ามชาติ
นั้นก็เป็นจิตของสัตว์
แต่เมื่อจิตใจเราเป็นศีล แล้วก็ไม่ใช่

ใครจะนินทา ใครจะด่าเรา
ถึงแม้ว่ายังมีกิเลสรู้สึกเจ็บใจเหมือนกัน
เป็นทุกข์ ไม่สบายใจเหมือนกัน
แต่เราก็มีปัญญาที่จะระงับมันได้ทัน
พยายามปล่อยวางเสียในเวลาไม่นาน
เมื่อกระทบอารมณ์ต่างๆ
ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
เราก็ไม่ต้องวุ่นวาย
ไม่ต้องคิดวิตกกังวลอะไรมากมาย
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
มีเจตนาที่จะปล่อยวาง
มีเจตนาที่จะระงับอารมณ์ต่างๆ

พอดี-ทางสายกลาง

เดือนแรก

จะโกรธ กำลังโกรธ สอนใจตัวเองว่า “ดีๆๆ”
เขาไม่เรียบร้อย ไม่ขยัน พูดไม่เพราะ
เขานินทาเรา ฯลฯ ก็คิดว่า “ดีๆๆ”
สอนใจตัวเองว่า…อย่ายินร้าย

เดือนที่สอง

เมื่อประสบกับสิ่งที่ควรยินดี ดีใจ
ก็สอนใจตัวเองว่า “พอๆๆ”…อย่ายินดี

เดือนที่สาม

จิตใจ ความรู้สึกของเราจะเข้าถึงทางสายกลาง พอดีๆๆ
ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
พอดี–ใจเย็น ใจดี ใจเมตตา ใจมีสันติสุข
ใจเป็นปกติ ใจเป็นศีล
ไม่ยินดี ยินร้าย
มีแต่ “ดี” และ “พอ”
พอดีๆๆ…

เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
ขอให้มีความสุขในทุกสถานการณ์
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

เรื่องของนาคในพระพุทธศาสนา

ภูริทัตนาคราช

พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญศีลบารมี

พระพุทธเจ้าก่อนที่ตรัสรู้ในพระชาติสุดท้าย
ได้บำเพ็ญบารมีมาช้านาน
เรียกว่า พระโพธิสัตว์ หรือที่ว่า พระเจ้าห้าร้อยชาติ
บางชาติก็เป็นมนุษย์ บางชาติก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน
10ชาติสุดท้ายได้เสวยพระชาติเป็นพญานาคอยู่ 3 ชาติ
ภูริทัตนาคราชเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งใน 10 ชาตินั้น
เป็นการบำเพ็ญศีลบารมีอย่างอุกฤษ
ที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี

ในชาตินี้ภูริทัตเกิดเป็นพญานาค
เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นพญานาค แม่เป็นมนุษย์ คือนางสมุทชา
เป็นน้องสาวของพระเจ้าพาราณสี
ภูริทัตได้ขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์
เห็นสมบัติพัสถานต่างๆ เกิดอยากได้
ก็เร่งรีบรักษาอุโบสถศีล เพื่อจักได้เป็นบุญกุศล
มีผลให้ได้ทรัพย์สมบัติต่อไป
ได้ตัดสินใจหนีขึ้นมาจำศีลอยู่ที่เมืองมนุษย์
ต่อมามีหมองูนายหนึ่ง ได้เห็นภูริทัตในสภาพของพญานาค
มีลำตัวขาวราวกับสำลี มีหงอนสีแดง ก็ชอบใจ
ฉุดลากภูริทัตพาไปแสดงให้คนดู ยังความอับอาย
ความเจ็บปวดให้แก่ภูริทัตอย่างมาก
แต่โดยที่ได้อธิษฐานสละเลือดเนื้อร่างกายเป็นทานแล้ว
ภูริทัตจึงอดทน ปล่อยให้หมองูทำกับตนไปต่างๆ นานา

นางสมุทชาผู้เป็นแม่ เห็นภูริทัตหายไปนาน
ก็ให้สุทัศน์ลูกชายคนโตไปตามน้อง โดยมีนางอัจจะมุขี
น้องสาวคนเล็กแปลงตัวเป็นเขียดตามไปด้วย
สุทัศน์ปลอมตัวเป็นดาบส
สุทัศน์ตามไปจนพบน้องชาย ซึ่งขณะนั้นหมองู
กำลังจัดการแสดงอยู่ ภูริทัตเห็นสุทัศน์ดาบสก็จำได้
เลื้อยเข้าไปซบที่เท้า ร้องไห้ แล้วเลื้อยกลับ
หมองูเข้ามาถามสุทัศน์ดาบสว่า ถูกขบกัดหรือเปล่า
สุทัศน์ดาบสตอบว่า “ไม่ได้ทำร้ายอะไรหรอก
ถึงจะทำร้ายก็ไม่เป็นไร เพราะเราเป็นหมองูที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีใครสู้ได้” หมองูได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาก
จึงท้าพนันกัน โดยสุทัศน์จะเอาเขียดสู้กับนาค
ในที่สุด พิษของเขียดได้ทำให้ผิวหนังของหมองูลอก
กลายเป็นขี้เรื้อนขาวไปทั้งตัว หมองูตกใจกลัวมาก
ยอมปล่อยภูริทัตนาคราช และไม่ขอสู้ต่อไป

จัมเปยนาคราช

เชื่อกันว่า นาคมีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตวนเวียนใกล้ชิดคน

นาคสามารถแปลงตัวได้ เป็นคนก็ได้
เป็นอะไรก็ได้ตามประสงค์
มีเรื่องราวของนาคสมสู่กับมนุษย์เล่าขานมามากมาย
เล่ากันว่าเมืองของพญานาคอุดมด้วยทรัพย์สมบัติ
เพชรนิลจินดามากมาย ล้วนสวยงามมาก

ครั้งหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ได้อุบัติขึ้นในสกุลคนเข็ญใจ
ได้เห็นสมบัติของจัมเปยนาคราช เกิดความละโมภอยากได้
ก็เพียรรักษาศีลภาวนา ให้ทานเป็นประจำ
เมื่อท้าวจัมเปยพญานาคราชสิ้นชีวิต
พระโพธิสัตว์ก็จุติไปเกิดเป็นจัมเปยนาคราช
แต่แทนที่ท่านจะเกิดความปราโมทย์ พอใจ
กลับบังเกิดความละอาย รำพึงว่า

“อิสสริยยศในฉกามาพจรสวรรค์ ก็เหมือนกับ
ข้าวเปลือกที่เขาโกยมาไว้ในยุ้งฉาง ได้ปรากฏแก่เรา
ก็ด้วยอำนาจของกุศลผลบุญที่เราได้ทำแล้ว
แต่เราจะต้องการอะไรกับการเป็นเดรัจฉานเช่นนี้
เราจะอยู่ในอุโบสถกรรม คือรักษาศีล
เมื่อพ้นจากพิภพนี้ไปแล้ว เราจะได้เกิดเป็นมนุษย์
ตรัสรู้ธรรม ขจัดทุกข์ให้หมดไป”

แล้วจำเปยนาคราชก็หนีขึ้นไปถืออุโบสถศีล
ในโลกมนุษย์เป็นเวลาช้านาน
ต่อมา พรานหมองูนายหนึ่งมาพบเห็นเข้า
ก็จับเอาพญานาคราชมาทรมานต่างๆ นานา
ท่านก็ไม่ต่อสู้ อดทน อดกลั้น
ยอมเจ็บปวดทรมาน ทั้งอับอาย
เป็นการรักษาศีลด้วยชีวิต ดังปณิธานที่ท่านได้ตั้งไว้
ท่านอยู่ในสภาพเช่นนั้นจนกระทั่ง
นางสุมนามเหสีติดตามไปช่วยเหลือ
จึงได้เป็นอิสระ กลับไปยังนาคพิภพตามเดิม

นาคอยากเกิดเป็นมนุษย์

มีนาคตนหนึ่ง เบื่อหน่ายกับการที่กำเนิดเป็นนาค
อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่ม
ไปขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระพุทธองค์

วันหนึ่งเมื่อพระนาคเผลอสติ นอนหลับไป
พระนาคก็หลายเป็นงูดังเดิม
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบว่านาคแปลงกายมาบวชอยู่
จึงได้สั่งให้พระนาคสึกไปเสีย เพราะนาคนั้นเป็นเดรัจฉาน
จะเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยไม่ได้
พระนาคเสียใจมาก แต่ก็ต้องกราบลาไป
พระพุทธองค์ได้สั่งให้นาครักษาศีล 8 ในวันพระ
แล้วก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ต่อไป

และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงบัญญัติพระวินัยว่า
ห้ามอมนุษย์หรือเดรัจฉานเข้ามา
บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนา

การขานนาคที่จะบวชเป็นพระภิกษุในทุกวันนี้
ก็ยังมีคำถามว่า “มนุสโสสิ” แปลว่า
“ท่านเป็นมนุษย์หรือ”
ก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่พวกอมนุษย์
แปลงตัวมาบวชนั่นเอง

พญากาลภุชคินทร์นาคราช
เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอายุยืนมาก

กล่าวกันว่า พญากาลภุชคินทร์นอนหลับนานมาก
เป็นการนอนคอยพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์หนึ่งจึงจะตื่นขึ้นครั้งหนึ่ง
พญากาลภุชคินทร์ จึงเป็นพญานาคที่ อายุยืนมาก
คือมีอายุมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้ากกุสันธะ
จนถึงสมณะโคตมะ และจะมีอายุยืนต่อไป
จนถึงพระศรีอาริยเมตตรัย

พญามุจลินนาคราช
ผู้คุ้มครองพระบวรพุทธศาสนา

ตามพุทธประวัติ เล่าว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว
และเสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้จิก
ฝนตกตลอดเวลา 7 วัน
พญามุจลินทนาคราชทำขนด 7 ชั้น ล้อมพระพุทธเจ้าไว้
แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคุมเบื้องพระเศียร
เพื่อไม่ให้ฝนและลมหนาว สาดต้องพระวรกาย

นาคทั้งหลายรักพระพุทธศาสนา
ศรัทธาเปี่ยมล้นในพระพุทธองค์
ตั้งใจปฏิบัติรักษาศีล ภาวนา
เพื่อให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ และความเป็นมนุษย์

มนุษย์เท่านั้นที่จะมีโอกาส
ประพฤติธรรม จนพ้นทุกข์ได้

ฤทธิ์เดช และทรัพย์ศฤงคารของนาค
และเทวดานั้น ล้วนเป็นอนิจจัง

เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีอยู่แล้วก็หายไป เป็นทุกข์ทั้งนั้น
โอกาสที่จะเจริญธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส
ทั้งปวงไม่มีในหมู่เทวดาและพญานาค

นาคยังรักศีล รักษาศีล
รักพระพุทธศาสนา รักพระพุทธองค์
แล้วเราล่ะ ได้เกิดเป็นมนุษย์
พบพระพุทธศาสนาแล้ว
จะยอมปล่อยให้เสียโอกาสไปเปล่าๆ หรือ
มาเร่งรักษาศีล ปฏิบัติภาวนากันเถิด

ขอให้เจริญด้วยโภคทรัพย์ และมนุษย์สมบัติ
และมีความสุขในทุกสถานการณ์

>>>>> เอวัง >>>>>

ปีมะโรง ขอจงมีความสุข

อ้างอิง :
เรื่องเกี่ยวกับพญานาคในหนังสือเล่มนี้
ส่วนมากได้มาจากหนังสือ “พญานาค”
ของ ส.พลายน้อยซึ่งได้รับกรุณาให้ใช้อ้างอิงได้

ผู้เรียบเรียง :
คุณสิริลักษณ์ รัตนากร และคณะ

สัญญลักษณ์ :
คือ นาคจำศีล และ คนรักษาศีล ปฏิบัติธรรม

สาธุ สาธุ สาธุ

(จบบริบูรณ์)

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=583

ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก


Image

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20086

รวมคำสอนพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/book-mitsuoe/2.html
http://www.dhammajak.net/dhamma/dhamma18.php

วัดป่าสุนันทวนาราม-มูลนิธิมายา โคตมี และแผนที่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=20076

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

รูปภาพ

เมื่อซากุระผลิบานเป็นดอกบัว (พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=33454

รูปภาพ

บทสัมภาษณ์พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก (นิตยสาร LIPS)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=33483

………………….


อ่านหนังสือ ค คน Magazine “เป็นดั่งซากุระต้นหนึ่ง หลวงพ่อมิตซูโอะ คเวสโก” คลิกที่รูปภาพ..

เส้นทางการแสวงหาคำตอบทางจิตวิญญาณของเด็กชายชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่ง ซึ่งออกรอนแรมไกลครึ่งโลก เพี่ยงเพื่อที่จะพบว่า ความหมายที่แท้จริงอยู่ลึกลงไปในจิตใจครั้นพากเพียรบวชเรียนเป็นภิกษุสายปฏิบัติที่เคร่งครัด กลับได้คำตอบว่า การจะพบสุขแท้ ต้องเพ่งไปที่ทุกข์ การแสวงหาความหมายของชีวิต ต้องระลึกถึงความตาย.

***************************************

ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20086

รวมคำสอนพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/book-mitsuoe/2.html
http://www.dhammajak.net/dhamma/dhamma18.php

วัดป่าสุนันทวนาราม-มูลนิธิมายา โคตมี และแผนที่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=20076

เว็บไซต์วัดป่าสุนันทวนาราม
http://www.watpahsunan.org/

 

Hi! สวัสดีชาวโลกา

"Life Lotion"

หนังสือ

๐  เป็นบางคราห่างหายเพราะใจแห้ง
พาให้แรงหดหายมือเท้าเหี่ยว
จำต้องหาตัวช่วยฉับพลันเจียว
ทาคลายเหี่ยวเหลียวคว้า…โลชั่นชีวิต

๐  เฝ้าลูบไล้ไปทั่วมือขาเข่า
ใต้ร่มเงาผ้าผ่อนให้หายติด
ทั้งศอกแขนหลังไหล่ทาทุกทิศ
ชุบชีวิตชื่นฉ่ำได้ใสอีกครั้ง….
….

**Life Lotion**
หนังสือ ที่ช่วยบำรุงหัวใจให้นุ่มนวล ลบริ้วรอยแห้งกร้านของความคิด
มอบความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ชีวิต เหมาะสำหรับทุกสภาพจิตใจ
ไม่ระคายเคืองอารมณ์..อ่านได้บ่อยทุกฤดูกาล..

สร้างสรรค์โดย:ว.แหวน แห่งสำนักพิมพ์ใยไหม
แนะนำโดย: FB/แสงดาว หาดทราย สายลม

สวัสดีวันใหม่ค่ะ

สวัสดีชาวโลก – -‘

 

ชวนอ่าน

ทศพิธราชธรรม

จาก
บทโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราช
เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนพรรษา ๕ รอบ
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐

โดย
น.ส. วันเพ็ญ เซ็นตระกูล

ฉบับได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน
ประจำปี ๒๕๒๙ – ๒๕๓๐
ประเภทภาพยนตร์ข่าวและสารคดี
…………………….

http://www.dhammajak.net/ratchathum/rat01.htm

************

Welcome to WordPress.com. This is my first post.

หัวข้อการพูดคุย 2007 สิงหาคม « r o u n d f i n g e r

 

ยกคำพูดมา

2007 สิงหาคม « r o u n d f i n g e r
เหมา-บนฝาผนังสิงหาคม 29, 2007 “ประธานเหมา” คือสิ่งแรกที่เห็น เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้านผมเองก็ไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคนจีน�