เสียดาย/ราชมรรคาเชื่อมเขมรและไทยยิ่งใหญ่เทียบเส้นทางสายไหม…เขาพระวิหารอยู่ตรงกลาง-ใยต้องให้แตกจากกัน..

 

ใครได้อ่าน NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับเดือน สิงหาคม 2552 บ้างคะ

.

นี่ก็ใกล้ 19 กันยายน เข้ามาทุกที คนไทยบางกลุ่มกำลังจะละเลงเลือดเดือดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร
ทำให้ต้องจับหนังสือฉบับนี้มาอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

ฉบับนี้ มีเรื่อง “ตามรอยราชมรรคา” พร้อมทั้งมีแผนที่แถมมาให้ด้วยในฉบับ

ทำให้นึกถึงบทกลอนของ คุณศุภศรุต

จากบล็อกที่โพสไว้ตั้งแต่ปี 2007 โน่นแล้ว

http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/02/entry-1

.

.

 

บ้านมีไฟ คือ “ธรรมศาลา”

“ราชมรรคา” คือถนน เชื่อมถิ่นฐาน

ชัยวรมัน สร้างไว้ เป็นตำนาน

ยุคโบราณ อาณาจักร นครธม

.

จากศูนย์กลาง แยกทาง เป็นห้าสาย

มีเสาราย เรียงสลัก งามสวยสม

ถนน สะพาน สเปียนใหญ่ ข้ามสายชล

เป็นที่คน ชนสัญจร รอนเดินทาง

.

ราชมรรคา เชื่อมโยง สองแผ่นดิน

จากพื้นถิ่น โตนเลสาบ เมืองศูนย์กลาง

ผ่านช่องจอม มีตาเมือน เรือนพักทาง

พอรุ่งสาง ผ่านบ้านบุ ลุพิมาย

.

ธรรมศาลา มีไว้ ให้คนพัก

เป็นบ้านหลัก มีไฟ ไล่อันตราย

เป็นจุดตรวจ ป้องกันภัย มิกล่ำกลาย

ตั้งเรียงราย ตามถนน “ราชมรรคา”

.

ราชมรรคา ที่ถูกฟื้นขึ้นมาโดยนวนิยายของ อ็องเดร มาลโรซ์ ในเรื่อง La Voie royale
นักประพันธ์และนักการเมืองคนสำคัญของฝรั่งเศส รางวัล แอ็งแตราลิเย่ของฝรั่งเศส

ราชมรรคา

กลับกลายเป็นหลักฐานข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ?

ราชมรรคา คือ ถนน” ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงดำริให้สร้างขึ้น
เพื่อเชื่อมต่อเมืองพระนครในเขมรต่ำสู่เมืองพิมายในที่ราบสูงโคราช

ถนนสายราชมรรคา Royal Road หรือ”ถนนราชดำเนิน”
เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ในราวพุทธศตวรรษที่ 15
จนถึงสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาพุทธราชาแห่งอาณาจักร
ได้ทรงโปรดให้ปรับปรุงถนนหลวงเป็น 5 สาย
และให้จัดสร้าง โรงพยาบาล ที่เรียกว่า “อโรคยศาลา” (Arogaya-sala)
และ อาคารเรือนพักหรือป้อมตรวจการระหว่างถนน
เรียกว่า “บ้านมีไฟ” หรือ “ธรรมศาลา” (Dharmasala) ไว้ตามเส้นทาง

ตามจารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่า มี “อโรคยาศาลา” ทั้งหมด 102 แห่ง
และบ้านมีไฟหรือ “ธรรมศาลา” จำนวน 121 แห่ง
บนเส้นทาง 5 สาย ที่ออกไปจากเมืองพระนครธม ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรในอดีต

(จากบล็อก วรณัย โดย ศุภศรุต )

.

ในเรื่องได้อ้างถึง ถนนสายนี้ จากผู้ที่เคยใช้มาแล้ว คือชายชาวโคราช นามว่า คิด คงควร
ผู้เฒ่าวัย 71 ปี ที่ในวัย 14 เคยอยู่ในคาราวานค้าเกลือสินเธาว์จากพิมายไปยังเขมร
เพื่อแลกปลากลับมา อันเป็นการเดินทางครั้งแรกและครั้งเดียวของเขา

เส้นทางดังกล่าวเป็นถนนที่สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียม กำลังมีการสำรวจ
พบแนวคันดิน สะพาน อโรคยศาล และแหล่งถลุงเหล็ก ตามรายทาง
สะท้อนถึงวัฒนธรรมและความเจริญในยุคนั้นที่ได้เติบโตมาพร้อมๆ กัน

ยังมีอ้างอิงถึงบันทึกของนักเดินทางชาวจีนผู้หนึ่ง (โจว ต๋า กวาน)
ที่เขียนถึงอาณาจักรพระนครที่รุ่งเรืองในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 3  ซึ่งน่าสนใจยิ่ง
ในสารคดีฉบับนี้ยังมีเรื่องของพระนครที่ล่มไปอีกเรื่องหนึ่ง ระบุว่า
เป็นมหานครที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก
..
กว้างใหญ่ถึง 1,000 ตารางกิโลเมตร
ในยุคนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด

คันดินแนวถนนที่ถูกระบุไว้ในแผนที่ จะมีธรรมศาลา อโรคยศาลา ปราสาท สะพาน
มากมายรายทางเรื่อยมาตั้งแต่ในเขมรจนถึงพิมายในเขตไทย
(มีบันทึกว่า ในยุคพระนครนั้น มีธรรมศาลาถึง 121 แห่ง)

ธรรมศาลานั้นจะอยู่ห่างจากแนวถนนราว 200 เมตร แทบทุกๆ ธรรมศาลาที่สร้างด้วยศิลา
จะมีหน้าต่าง บางแห่งมี
2 ช่อง สันนิษฐานว่าน่าจะไว้ตามไฟ เพื่อนักเดินทางได้มองเห็น
และเดินทางมาถึงได้แม้ยามค่ำคืน ยกเว้นธรรมศาลาในใจกลางพระนครที่ไม่มีช่องส่องไฟ
สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อนที่อื่นๆ มีร่องรอยว่ามีโครงสร้างไม้บริเวณธรรมศาลาด้วย
จากที่เคยคาดกันว่าใช้ธรรมศาลาเป็นที่พักเลยนั้น น่าจะมีอาคารไม้รายล้อม
เป็นที่พักอีกต่างหากด้วย

อโรคยศาลนั้น เป็นสถานพยาบาลซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้าง
ไว้บริการดูแลสุขภาพของราษฎร

สะพาน ก่อสร้างด้วยหิน แข็งแรง และพบว่ายังมีอยู่

เพราะเหตุที่เขมรในช่วง 30 ปีมานี้ มีการสู้รบยาวนาน พื้นที่โบราณจึงไม่ถูกรบกวน
ฉะนั้นหลังจากเริ่มกระบวนการศึกษาทางโบราณคดีขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้
จึงพบว่าแนวถนน
ราชมรรคาในเขมร ยังไม่ถูกทำลาย

แต่น่าเสียดายในไทย เหลือเพียงราว 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เนื่องจากถูกรบกวนจากการทำกิน ถูกรื้อเพื่อปลูกข้าวทำนากันไปเกือบหมด
ยังคงเหลือก็เป็นตัวปราสาท ต่างๆ ที่พอจะกำหนดเป็นแนวเชื่อมต่อกันได้

มีการสำรวจพบ แหล่งหินศิลาแลง แหล่งหินทราย แหล่งแร่เหล็ก เตาเผาตลอดสองข้างทาง
เหล่านี้จึงสะท้อนภาพวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของยุคนี้ได้

ผู้เขียนสารคดีเรื่องนี้ยังได้ลองเก็บตัวอย่างจากพื้นดินที่เข้าไปสำรวจ
ที่เขาแอบเรียนรู้จากที่เห็นนักสำรวจทางโบราณคดีสอนแก่เด็กๆ ไว้
ที่น่าทึ่งคือ ชิ้นส่วน 2-3 ชิ้น สามารถบอกเล่าเรื่องราวการดำเนินไปของวัฒนธรรมยุคนั้น
ได้ดีทีเดียว ก็บางชิ้นเป็นเศษเครื่องปั้น บางชิ้นเป็นเศษโลหะซึ่งผลิตจากแหล่งผลิตที่ต่างกัน
แต่มาตกบนถนนที่เดียวกันได้
(มีเตาเผาโลหะอยู่ห่างไปราว 10 วันการเดินทางด้วยเกวียน)
สะท้อนถึงการค้าขายแลกเปลี่ยนที่มีกันยาวนานจนทิ้งร่องรอยให้พบได้ง่ายๆ ตามหน้าดิน..!

ราชมรรคาเชื่อมเขมรและไทยยิ่งใหญ่เทียบเส้นทางสายไหม

เป็นถนนที่สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียม

มีการจัดการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีอยู่หลายครั้ง

การสำรวจอย่างเร่งรีบกำลังดำเนินอยู่ด้วยทุนจากทั้งสองประเทศ

มีการค้นพบที่น่าทึ่งและเป็นความรู้ที่สำคัญๆ เพิ่มอยู่ตลอดเวลา
กำลังเป็นที่สนใจจากทั่วโลก และจะสำคัญยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามการค้นพบ
ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

น่าเสียดายถ้าจะมีเหตุให้แตกจากกัน

***********

เส้นทางนครธมที่อยู่ในเขตไทยเรานี้เป็น 1 ใน 5 เส้นทาง

ตามหลักฐานทางโบราณคดี
เส้นนี้ มี 17 ธรรมศาลา อยู่ในไทย 9 ธรรมศาลา

ปราสาทพระวิหาร เป็นจุดหนึ่งในเส้นทาง…
น่าจะเป็นจุดที่ 9 พอดีเลย
(ต้องดูแผนที่ในหนังสือ)


**************

เสริมปัญญา

 

 

Advertisements

One response to this post.

  1. ชวนไปอ่านเรื่องราชมรรคาจากอาจารย์วรณัย นักโบราณคดี
    http://www.oknation.net/blog/voranai/2010/06/28/entry-1

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: