ความสำคัญของ ปัญจวัคคีย์ภิกขุ และ วันอาสาฬหบูชา

   http://www.youtube-nocookie.com/v/uc5RnicGjEM&hl=en&fs=1&rel=0&border=1

เนื้อหาในวันนี้ออกจะยาวสักหน่อย แต่เพื่อทำความเข้าใจต่อพระพุทธศาสนาให้เข้าใจจึงจำเป็นที่จะขอเขียนไว้ในคราวเดียว เพื่ออุทิศต่อคุณอันประเสริฐของพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนา

ในอันที่จะเข้าใจความสำคัญของ ปัญจวัคคีย์ภิกขุ และ วันอาสาฬหบูชา ก็ควรต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนหน้านั้นโดยศึกษาจากพุทธประวัติ จากนั้นจึงมาวิเคราะห์ถึงความสำคัญอีกครั้ง

โดยจะแบ่งเป็น 3 หัวข้อ

1.  บรรยากาศก่อนและหลังตรัสรู้
2.  ธัมมจักกัปวัตนสูตร ปฐมเทศนา ที่ทรงแสดงต่อปัญจวัคคีย์

3.  การศึกษาเชิงวิเคราะห์

1. บรรยากาศก่อนและหลังตรัสรู้

เข้าศึกษาในสำนักดาบส
 
         ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่  ณ อนุปิยอัมพวัน  แคว้นมัลละเป็นเวลา  7 วัน  จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ   พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ   ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม  เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม  จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น   พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน  และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก“ ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร 
        การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว   สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส  รามบุตร  ณ   กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส  กาลามโคตร  ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน   ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร  นั้นทรงได้สมาบัติ 8 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน    สำหรับฌานที่ 1 คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล  (แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
         เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง  พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  กรุงราชคฤห์  แคว้นมคธ
 

บำเพ็ญทุกรกิริยา
        “ทุกร”   หมายถึง  สิ่งที่ทำได้ยาก     “ทุกรกิริยา”   หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ  
        เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ  ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา  คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆ เช่น  การอดพระกระยาหาร  การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ  พระปัสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต์  การกดพระตาลุ (เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น  พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง 6 ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรม อันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์   พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่
 
ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นได้มี ปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง 5 คน ได้แก่ โกณฑัญญะ  วัปปะ  ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง
และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา  ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี 
เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง 

ตรัสรู้
       พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้   เวลารุ่งอรุณ  ในวันเพ็ญเดือน 6 ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา  ก่อนพุทธศักราช  45    ปี  
       นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา  ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ  นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส  แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์
อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ 
      
หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า "ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด"  แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน 
       ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า
 “แม้หนัง  เอ็น  กระดูก เท่านั้นจักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระนี้จักเหือดแห้งไปก็ตามที ประโยชน์อันใดอันบุคคลจะพึงลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จะหยุดความเพียรของบุรุษเสียเป็นไม่มี" 
        เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว  พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่  มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง  อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี      ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย  การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี       ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ (  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ   นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา     นี้อาสวะ    นี้อาสวสมุทัย  นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา   เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้  จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ  ภวาสวะ  และอวิชชาสวะ   เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป  นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่  3 คือ  อาสวักขยญาณ  ในปัจฉิมยาม  แห่งราตรีนั้นเอง   ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่าง ยิ่งยวด  พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6  ปีระกา  ขณะพระชนมายุได้  35  พรรษา 
นับแต่วันที่เสด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา 6 ปี
       พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ 4 (ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค)

ประกาศพระศาสนาครั้งแรก 

     เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ  บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา  7 สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า  ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม  พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์  โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว 4 เหล่า   และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง  สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม  เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้  ยังมีอยู่“    พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม   แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร  ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ  คือบรรลุพระโสดาบัน  ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า“ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ”  พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

2. ธัมมจักกัปวัตนสูตร ปฐมเทศนา ที่ทรงแสดงต่อปัญจวัคคีย์ มีใจความโดยย่อ ดังนี้ :-


การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

  • การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค
  • การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
  • ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

–  สัมมาทิฐิ          เห็นชอบ        คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
–  สัมมาสังกัปปะ   ดำริชอบ        คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม 
–  สัมมาวาจา        เจรจาชอบ     คือ กล่าวคำสุจริต
–  สัมมากัมมันตะ  กระทำชอบ     คือ ทำการที่สุจริต
–  สัมมาอาชีวะ     อาชีพชอบ      คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
–  สัมมาวายามะ   พยายามชอบ   คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
–  สัมมาสติ         ระลึกชอบ       คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
–  สัมมาสมาธิ      ตั้งจิตมั่นชอบ   คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือบุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ

นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าว

3.  การศึกษาเชิงวิเคราะห์

     ปัญจวัคคีย์ เป็นนักบวช ที่มุ่งหวังความพ้นทุกข์ และสนิทสนมปรนนิบัติพระองค์มาถึง 6 ปี การปรนนิบัติก็ดี การละทิ้งไปของปัญจวัคคีย์ก็ดี ล้วนมีผลดีต่อพระองค์ทั้งสองเหตุ ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้และต้องการโปรดสัตว์ ปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มแรกที่ใกล้ชิดพระองค์มาก่อน และอยู่ไมใกลจากที่ประทับในตอนนั้น

     ปัญจวัคคีย์เดิมมีใจยึดมั่นกับการบำเพ็ญทุกรกิริยา เห็นว่าคนจะบรรลุธรรมได้นั้นต้องทรมานกายอย่างรุนแรงเท่านั้น ยิ่งทำได้มากพวกตนก็ยิ่งเลื่อมใส ที่ละทิ้งพระพุทธเจ้าเมื่อคราวทุกรกิริยา ก็ด้วยรังเกียจที่ทรงเลิกทรมานพระกาย เห็นไปว่าทรงละความเพียร หันกลับหาความสบายเป็นที่ลามกน่ารังเกียจ

     อันความทุกข์ยากที่ทำได้ยากยิ่งนั้น เราๆ ท่านๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญเพียรหรือทำสมาธิอาจไม่เข้าใจว่ายากอย่างไร เพื่อเสริมความรู้ในเรื่องนี้จะขอนำคำบอกเล่าของพระอุปัชฌาจารย์ท่านหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง

     "…ในอันที่จะปฏิบัตินั่งสมาธิพิจารณาทุกขเวทนาเอาจริงเอาจังอย่างที่เรียกว่า "นั่งจนตาย" ดังคำอธิษฐานของพระพุทธองค์ ด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยมจัดเตรียมร่างกายพร้อมงดดื่มน้ำ ทำความสะอาดกาย นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มนั่งขัดสมาธิเพชร คือนั่งขัดสมาธิ 2 ชั้นแล้ว ก็ตั้งมั่นจะทำเช่นครูอาจารย์และพระบรมศาสดาให้ได้
     นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ยังได้ยินเสียงทำวัตรสวดมนตร์เจริญเมตตาภาวนาอยู่ข้างนอก จน 2 ชั่วโมงกว่าๆ เริ่มเกิดเวทนา แต่ก็ยังคงนั่งอยู่ เวทนาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เกิดความสงบแปลกๆ รู้สึกเจ็บปวด เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนถึงกับรู้สึกว่าถ้านั่งนานกว่านี้กระดูกจะหัก รู้สึกปวดแสบที่ข้อเท้า คล้ายกับข้อเท้ากำลังจะหัก ทั้งกระดูก ทั้งกล้ามเนื้อ ทั้งเส้นประสาทกำลังจะขาด หักเสีย แต่ก็พยายามสอนใจตัวเองให้ระงับ ไม่ทำตามตัณหาที่อยากจะขยับเปลี่ยนท่าอย่างที่เคย บอกใจตัวเองว่า อะไรจะเกิดก็ตาม เราจะนั่งจนตาย เพื่อพิสูจน์ความจริงนี่แหละ
      นั่งๆ ไป ก็เกิดรู้สึกอีกว่า ข้อเท้าหักแน่ แต่ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ทีนี้ตัวสั่นขึ้นมา ร่างกายแสบไปหมด รู้สึกเหมือนกับนั่งบนเข็มหลายพันเล่ม ปวดแสบปวดร้อน ตัวสั่นทั้งตัว ฟันสั่นกระทบกัน แต่ จิตเย็นสงบนิ่งอยู่ กายร้อนตัวสั่นเจ็บปวดสารพัด เวทนามากขึ้น ปวดจนตัวสั่น ใจจะขาด ก็ยกจิตให้อยู่เหนือเวทนา อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง รู้สึกว่าทุกขเวทนาทนยาก แต่ก็ทนอีกสักวินาที ไปเรื่อยๆ จนเป็นชั่วโมงๆ ในที่สุด เมื่อวิภวตัณหาดับจิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหว ตัณหาดับ อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในทุกขเวทนาก็ดับ จิตเป็นอุเบกขา วางเฉยต่อทุกขเวทนา เมื่ออุปาทานดับ เวทนาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เวทนาก็ดับ…สบาย
      ถึงเช้ารู้สึกพอก็ค่อยขยับเปลี่ยนท่า ไม่น่าเชื่อว่า ยังเดินได้ปกติ กระดูกไม่ได้หัก กล้ามเนื้อไม่ได้ฉีก เส้นประสาทไม่ได้ขาด …ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นแต่เพียงความรู้สึก ไม่ได้เป็นความจริงเลย
     เวทนาอนิจจา เวทนาไม่เที่ยง เวทนาอนัตตา เวทนาไม่ใช่ตัวตน..รู้สึกพอใจในความจริงที่ได้ ….อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทำได้ทุกวัน บางครั้งกายสงบแต่ใจไม่สงบก็ทำไม่ได้ บางครั้งใจสงบแต่กายไม่สงบก็ทำไม่ได้เหมือนกัน…"

     จะเห็นว่าการทำสมาธิอย่างยิ่งยวดเพื่อหาความจริงนั้นยาก แล้วการบำเพ็ญทุกรกิริยาจะยากเพียงใด พระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ทรงเพียรทำได้ถึง 6 ปี จึงเป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์เลื่อมใสอยู่ปรนนิบัติพระองค์

     กล่าวถึงการทรงแสดงธัมมจักกัปวัตนสูตรนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ โดยทรงเริ่มต้นด้วยเรื่องสุดโต่ง เป็นที่สุดสองอย่าง และ เสนอทางใหม่คือ มัชฌิมาปฏิปทา เป็นการกระทบตรงความในใจของท่านเหล่านั้น และท่านเหล่านั้นก็รู้ว่าพระองค์ทรงมีความเพียรอย่างยากยิ่งยวดมากขนาดไหน พระองค์มีความจริงใจที่พวกท่านเหล่านั้นได้ประจักษ์อยู่แน่แท้

     วิธีที่พระองค์ทรงเลือกอธิบายนั้นตรงจิตตรงใจ ตรงจุดไปสู่เรื่องพ้นทุกข์อันเป็นจุดเป้าหมายของพวกท่านเหล่านั้นซึ่งพระพุทธองค์ทรงทราบชัดอยู่แล้ว

     ขอยกพุทธพจน์ตอนหนึ่งของพระพุทธองค์เกี่ยวกับการแสดงธรรม มาแสดง ดังนี้ :-

"อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม 5 อย่าง ไว้ในใจคือ :-

1.  เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ
2.  เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ
3.  เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา
4.  เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส
5.  เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น  (องฺ.ปญฺจก ๒๒/๑๕๙)"

     และที่สำคัญพระองค์ไม่ได้ทรงเยินยอ เว้าวอน ก้าวร้าว ต่อว่า หรือบังคับให้เชื่อ แต่ทรงเลือกอธิบายเป็นเหตุเป็นผล มีแต่ความจริงเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไป จนทั้ง 5 ท่านเกิดเข้าใจบรรลุโสดาบันและเลื่อมใสขอบวชเป็นสาวกในพระองค์

     นับว่าพระพุทธองค์ทรงประกอบปัจจัยพร้อมเป็นพระบรมศาสดาครบทุกประการ คือพระองค์ทรงมี
       คุณสมบัติขององค์เองพร้อม
       มีเนื้อหาที่จะสอนพร้อม
       มีวิธีสอนที่ดีพร้อม
และ  มีผู้เรียนพร้อม
…………..ครบถ้วนบริบูรณ์ ณ วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 นั้นเอง

     เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีปัญจวัคคีย์ภิกขุจึงสำคัญดังนี้แล.

หนังสือและแหล่งอ้างอิง
  • รู้หลักก่อน แล้วศึกษา และ สอนให้ได้ผล ผู้แต่ง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สำนักพิมพ์ธรรมสภา กรุงเทพ.
  • ทุกขเวทนา ผู้แต่ง พระมิตซูโอะ คเวสโก หนังสือเผยแผ่จาก วัดสุนันทวนาราม ไทรโยค กาญจนบุรี.
  • คำอธิษฐานก่อนตรัสรู้ จาก ทุกขเวทนา ผู้แต่ง พระมิตซูโอะ คเวสโก หนังสือเผยแผ่จาก วัดสุนันทวนาราม ไทรโยค กาญจนบุรี.
  • พุทธประวัติ จากเว็บไซด์วัดสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ http://watsansai.igetweb.com/index.php?mo=3&art=22416
  • ปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปวัตนสูตร" จาก เว็บไวด์วัดประยุรวงศาวาส http://www.free-webboard.com/view.php?user=watprayoon&wb_id=73&topic=ความหมายของ "วันอาสาฬหบูชา"
Advertisements

One response to this post.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: