วันบริจาคโลหิตโลก, 14 มิถุนายน ของทุกปี

วันบริจาคโลหิตโลก(WORLD BLOOD DONOR DAY)

จากการที่สหพันธ์สภากาชาดสากล (International Federation of Red Cross and Red Crescent) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization), The International Federation of Blood Organization และ The International Society of Blood Transfusion ได้กำหนดให้วันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันบริจาคโลหิตโลก" (World Blood Donor Day) เพื่อเป็นวันที่ระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ เป็นครั้งแรก

     

เขาได้เขียนตำรา และเอกสารทางการแพทย์ ออกมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มีประโยชน์ และมีความสำคัญ ทางวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นอันมาก อาทิเช่น ลักษณะของเนื้อเยื่อที่เป็นโรค เรื่องภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย โรคเลือดในปัสสาวะ สาเหตุของโรคไขสันหลังอักเสบ และภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อโรคนี้ และการค้นพบ ที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากที่สุด ก็คือ การค้นพบชนิดของหมู่เลือดในคน

                    

ดร.คาร์ล แลนด์สไดเนอร์ (Karl Landsteiner) เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1868 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในครอบครัวนักกฎหมาย และนักหนังสือพิมพ์ ที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียงในยุคนั้น พออายุได้ 6 ขวบ บิดาของเขาก็เสียชีวิต

คาร์ลมีความสนใจทางการแพทย์ มาตั้งแต่ต้น เขาได้เข้าศึกษาในวิชาแพทยศาสตร์ จนสำเร็จเป็นนายแพทย์ เมื่อปี ค.ศ. 1891 ต่อจากนั้น เขาก็ได้ทำงานทางด้านวิจัย และค้นคว้าทางการแพทย์ เกี่ยวกับแบคทีเรียและพยาธิวิทยา ในโรงพยาบาลที่กรุงเวียนนา และเริ่มสนใจ เรื่องรากฐานของภูมิคุ้มกันและพยาธิวิทยา ตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปี ที่เขาทำการค้นคว้าวิจัยนั้น

ในสมัยนั้นการให้เลือดแก่ผู้ป่วย ยังไม่ค่อยได้รับผลสำเร็จนัก เพราะเลือดที่ให้ มักตกตะกอนในสายเลือดของผู้ป่วย และเม็ดเลือดมักจะแตก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อค เป็นดีซ่าน โดยคาร์ลได้ให้ข้ออธิบายไว้ว่า ที่เป็นเข่นนี้ ก็เพราะเม็ดเลือดในคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยา ระหว่างเม็ดเลือดที่ต่างชนิดกัน และเกิดการตกตะกอนขึ้น

ในปี ค.ศ. 1909 เขาได้ตีพิมพ์เอกสาร แสดงให้เห็นว่าเลือดของมนุษย์ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด คือ เอ บี เอบี และโอ และได้ทำการชี้แจงว่า การถ่ายเลือดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ที่มีกลุ่มเลือดเดียวกัน เลือดจะไม่เกิดปฏิกิริยาตกตะกอน นอกจากว่าบุคคลทั้งสอง จะมีเลือดคนละกลุ่ม ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมหาศาล จากการค้นพบในครั้งนี้ ทำให้คาร์ลได้รับรางวัลโนเบล ในปี ค.ศ. 1930 ต่อมาคาร์ลเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1943 ด้วยโรคหัวใจรวมอายุได้ 75 ปี

                       

ดังนั้นในวันที่14 มิ.ย 52 ที่จะถึงนี้ได้กำหนดแนวคิดหลักว่า
"100 % Voluntary, Non-Remunerated blood donation"
(บริจาคโลหิตด้วยใจเต็มร้อย โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน)

   จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

   และส่วนภูมิภาค ร่วมบริจาคได้ที่ รพ.และหน่วยกาชาด ประจำจังหวัดค่ะ

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต
1. มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
2. อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี)
3. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ
4. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
5. สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6
เดือนที่ผ่านมา

การเตรียมตัวก่อนการบริจาคโลหิต
-นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
-รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
-รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
-ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตในร่างกาย
จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงชา
กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
-งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
-งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี

ขณะที่บริจาคโลหิต
-สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
-เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ที่สามารถให้โลหิตไหลลงถุงได้ดี ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ
ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า
-ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล
-ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคโลหิต
-ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน
มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ
ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
-หลังบริจาคโลหิตเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ
และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง

หลังการบริจาคโลหิต
-ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
-หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ
รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
-ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า
หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
-ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส
กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที
หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
-ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
-รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด
เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: