สามก๊ก อ่านสนุก อ่านอย่างไร อ่าน(จบ)หรือยัง???

จาก วารสาร พล.ร.6 ปีที่ 19 ฉบับที่ 2
เก็บบันทึกมาให้อ่าน …..
“สามก๊ก…ดีจริงไหม”
โดย………จ่าโอบะ ช.พัน.๖

 ตอนแรกกะว่าจะส่งบันทึกเรื่อง “กรณีพิพาทเขาพระวิหาร” ลงฉบับนี้ แต่พอเห็นกระแสตอบรับจากบันทึกเรื่อง “อะไรอยู่ใต้ฐาน อนุสาวรีย์ ร.๑” จากฉบับที่แล้วซึ่งดูได้จากการมาขอเช่าวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเรื่องพระแก้วมรกตจากผู้เขียนของสมาชิกวารสารฯ แล้ว (เกือบห้าสิบท่านและได้ไปทุกท่านครับ) เลยจะเปลี่ยนใจส่งบันทึกเรื่อง “ตำนานพระแก้วมรกต” มาลงแทน เพราะสมาชิกเขาขอมาครับ เลยตัดสินใจไม่ได้สักทีจะเอาบันทึกเรื่องไหนลงดี ตัดสินใจนานมากจนเกือบเลยกำหนด
 
พอมาวันหนึ่งไปเจอแฟนวารสารฯ รุ่นเล็ก (ลูกทหาร) บอกว่าได้อ่านวารสารจากคุณพ่อ หนูและคุณแม่ชอบอ่านด้วย ทำให้ได้รู้ว่าแฟน ๆ ของเราไม่ได้มีแค่กำลังพล (ทหาร) เท่านั้นยังมีครอบครัวอีก และหลาน ๆ ยังคอยเรื่องต่อไปอยู่ แล้วหลานกลุ่มนี้ก็ถามผู้เขียนว่า เคยดู “สามก๊ก” ใน ทีวีสาธารณะ (TPBS) หรือเปล่า ผมเลยตอบว่ายังไม่ได้ดูเลยครับ แต่เคยได้อ่านและอ่านมาหลายสำนวน ก็เริ่มอ่านตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมครับ หลาน ๆ เขาเลยถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะดู หรืออ่านสามก๊กได้รู้เรื่องค่ะ(ครับด้วย)
โจทย์จึงเกิดกับบันทึกเรื่องนี้ทันที คือหนึ่งทำอย่างไรจะให้แฟนที่สนใจสามก๊กอ่านหรือดูรู้เรื่อง และสองทำอย่างไรให้เหล่าสมาชิกวารสารอยากอ่านอยากดูสามก๊ก จึงได้ค้นบันทึกของตนเองที่เกี่ยวกับสามก๊กขึ้นมา เพื่อเขียนเชียร์ สามก๊ก และแน่นอน Children or Lady First (เด็กหรือสตรีต้องมาก่อน) “กรณีพิพาทเขาพระวิหาร” และ “ตำนานพระแก้วมรกต” จึงต้องรอฉบับต่อ ๆ ไปครับ หรืออยากอ่านก่อนก็ติดต่อผู้เขียนได้ครับ
 
ฉบับนี้จึงขอเสนอบันทึกมาให้อ่านเรื่อง “สามก๊ก…ดีจริงไหม” เริ่มเลยนะครับ สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms) แต่งขึ้นประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ ในสมัยราชวงศ์หยวน โดย หลอกว้านจง (Luo Guanzhong) กล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊ก (ค.ศ.๒๒๐ – ๒๘๐) โดยเริ่มปูที่มาที่ไปตั้งแต่ยุคโจรโพกผ้าเหลือง (ค.ศ.๑๘๔) เนื้อเรื่องเน้นการชิงอำนาจในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ของก๊กต่าง ๆ อันประกอบด้วยวุยก๊ก (เว่ย ) จ๊กก๊ก (สู่ ) และง่อก๊ก (อู๋ ) จนไปถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นตระกูลของสุมาอี้
สามก๊กเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และความฝันในหอแดง บางคนบอกว่าสามก๊กเป็น บทเรียนตำราพิชัยสงคราม ภาคปฏิบัติ สำหรับฉบับภาษาไทยนั้นมีคนแปลหลายคนหลายสำนวนครับ ที่นิยมอย่างมากคือฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และยาขอบ (สามก๊กฉบับวณิพก) และเรื่องสามก๊กเองยังได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นสุดยอดวรรณกรรมชิ้นหนึ่งของโลกด้วย
ก่อนที่จะเริ่มดูสามก๊ก ต้องมารู้จักว่าสามก๊ก เริ่มอย่างไร และมีก๊กไหนบ้างครับ ก่อนอื่นขอยกตัวอย่าง เหตุการณ์หรือตอนที่สนุก ๆ ที่ประทับใจผู้เขียน และจำได้ติดตาติดใจติดหัวอยู่ตลอดมานานหลายปี เพื่อชวนติดตาม
ขอยกตัวอย่างในตอนที่โจโฉรบกับอ้วนเสี้ยวครับ ซึ่งโจโฉกับอ้วนเสี้ยวเคยร่วมมือกันปราบทรราชตั๋งโต๊ะ ไม่นานก็เกิดผิดใจแล้วแตกคอกัน จึงต้องรบกัน โจโฉมีทหารแค่ห้าสิบหมื่น ส่วนอ้วนเสี้ยวมีทหารร้อยหมื่น รบและแก้เกมส์กันน่าศึกษามากมายหลายเหตุการณ์ สรุปบางเหตุการณ์ที่จำง่าย ๆ เช่น
    • เตียนห้อง (เสธ.) ที่ปรึกษาอ้วนเสี้ยวห้ามไม่ให้อ้วนเสี้ยวรีบด่วนเปิดสงครามกับโจโฉ เพราะฝ่ายเรากำลังคนมากกว่า ควรวางแผนให้รัดกุม อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อเพราะเห็นว่าคนมากได้เปรียบ ต้องรีบ เพราะเชื่อฝีมือตนเอง และไม่พอใจเตียนห้อง จึงให้จับเตียนห้องขังไว้ก่อน
    • อ้วนเสี้ยวทำการปรับปรุงค่าย โดยถมดินเป็นเนินสูงอ้อมค่าย มีหอรบ และก็ให้พลธนูระดมยิงเข้าใส่ค่ายโจโฉจนอลหม่านวุ่นวาย โจโฉเลยสร้างเครื่องโยน(ดีด)ก้อนหินเพื่อทำลายหอรบ และฆ่าพลธนู
    • อ้วนเสี้ยวให้ทหารขุดอุโมงค์(ดำดิน)โดยหวังจะให้ไปโผล่กลางค่ายโจโฉ โจโฉ(มีสายข่าวรายงาน) ขุดคู(คลอง)น้ำดักคอยไว้ อุโมงค์มาถึงน้ำก็ไหลเข้าไปท่วมอุโมงค์ ทหารอ้วนเสี้ยวในอุโมงค์ตายหลายหมื่น
    • อ้วนเสี้ยวใช้แผนใหม่โดยล้อมค่ายโจโฉไว้ เพื่อให้หมดเสบียง โจโฉก็จัดหน่วยกองโจรเคลื่อนที่เร็ว(RDF?) ไปตีตัดเสบียงของอ้วนเสี้ยว เมื่อทหารของอ้วนเสี้ยวเริ่มน้อยลง เพราะขาดแคลนเสบียง โจโฉก็เริ่มโจมตี อ้วนเสี้ยวสู้ไม่ได้ก็ถอยหนี กลับเมืองกิจิ๋ว
    • เมื่ออ้วนเสี้ยวแตกทัพก็อายเตียนห้อง (เสธ.) ที่ปรึกษา ที่เคยห้าม จึงสั่งให้ทหารรีบไปฆ่าเตียนห้องก่อน เตียนห้องรู้ตัวอยู่แล้ว จึงชิงฆ่าตัวตายก่อน
      อ้วนเสี้ยวหนีมาเมืองกิจิ๋ว และอ่อนล้าเต็มทีทั้งจากศึกภายใน เพราะลูก ๆ (คนละแม่) ถึงแม้จะร่วมกันช่วยพ่อรบแต่ก็ไม่ถูกกัน เพราะต่างฝ่ายต่างจะแย่งกันเป็นใหญ่แทนพ่อ และจากศึกภายนอก คือโจโฉที่ตามมา
    • โจโฉ เรียกระดมทัพเพื่อบุกเข้าหมายจะเอาชัยขั้นเด็ดขาด แต่ ตุยแก (เสธ.)ที่ปรึกษาหนุ่ม (จบมาใหม่) ห้ามไว้ว่า ถ้ารบตอนนี้สามพี่น้อง(ลูกอ้วนเสี้ยว)จะรวมกันสู้ตาย(อย่าต้อนสุนัขจนตรอก) แม้จะชนะแต่จะต้องใช้กำลังพลมาก พูดง่าย ๆ ก็คือเสียเดิมพันมาก น่าจะรอให้สามพี่น้องแตกคอกันเองเสียก่อนดีกว่า
      ไม่นานอ้วนเสี้ยวตายลง อ้วนซงน้องเล็กได้ครองเมือง อ้วนถำพี่ใหญ่ไม่พอใจ จึงเกิดศึกรบชิงอำนาจกันเอง อ้วนถำพี่ใหญ่แพ้จึงมาขอสวามิภักดิ์โจโฉ โจโฉหลอกใช้ และได้ระดมทัพเข้าตีจนได้เมืองกิจิ๋ว แล้วจับอ้วนซงน้องเล็ก และอ้วนฮีคนกลางได้ และฆ่าเสีย แถมยังให้ฆ่าอ้วนถำพี่ใหญ่ด้วย สงครามครั้งนี้โจโฉมีกำลังทหารน้อยกว่า ใช้ฝีมือบวกเล่ห์กล จนสามารถเอาชนะอ้วนเสี้ยวแบบถอนรากถอนโคน (ตายทั้งโคตร)

เป็นอย่างไรครับนี่แค่สรุปเหตุการณ์เดียวน่ะครับ แบบยังไม่ได้ลงรายละเอียดยังสนุกน่าติดตาม และเต็มไปด้วยแง่คิดคำสอนหลายอย่าง ความจริงแล้วเรื่องสามก๊กสำคัญตั้งแต่ตอนต้นที่พระเจ้าเลนเต้กับสิบขันที แต่เรื่องมาสนุกมากที่ตอนขงเบ้งเริ่มปรากฎตัวครับ

ทีนี้มารู้จักข้อมูลเริ่มต้นสำหรับผู้สนใจครับ สามก๊ก แบ่งเป็นสามอาณาจักร และปกครองอาณาเขตแต่ละส่วนของจีน ดังนี้

ก๊กแรก วุ่ยก๊ก (วุยก๊ก หรือ ก๊กวุ่ย หรือ เว่ย) มีเขตปกครองแถบกวนจง ไปถึงเหอเป่ย คือทางตอนเหนือทั้งหมด และเลยมาถึงเขตเสเหลียง ก๊กวุยนี้เป็นก๊กที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุด มีไพร่พลมากที่สุด มีบุคลากรมากที่สุด มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์มากที่สุด

ผู้ก่อตั้ง หรือผู้นำคือโจโฉ โจโฉเป็นคนรูปร่างเล็ก ฉลาดแบบเจ้าเล่ห์ เชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม แต่ก็ชื่นชอบในศิลปะ อุปนิสัยรอบคอบจนกลายเป็นขี้ระแวง กล้าทรยศต่อผู้มีพระคุณถ้าตนจะได้ประโยชน์

โจโฉ เริ่มได้รับความดีความชอบในการปราบโจรโพกผ้าเหลือง แต่ท้ายสุดถูกหักหลัง ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะเป็นใหญ่ โจโฉก็ร่วมมือกับหลายคนปราบตั๋งโต๊ะ เช่น เล่าปี่ อ้วนเสี้ยว ระหว่างหลบหนีจากการผิดพลาดในการสังหารตั๋งโต๊ะ โจโฉได้พบกับนายอำเภอคนหนึ่งชื่อ ตันก๋ง ระหว่างพักค้างแรม โจโฉได้สังหารแป๊ะเฉีย และคนในครอบครัว ด้วยเข้าใจผิดในความปรารถนาดีของแป๊ะเฉียที่จะฆ่าหมูมาเลี้ยง ความโหดเหี้ยมของโจโฉจึงปรากฏในตอนนี้

โจโฉ เคยได้กล่าววาจาที่แสดงถึงตัวตนของเขาได้ชัดเจนว่า " ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้ใครทรยศข้า" และ “ฆ่าคนผิดหนึ่งคนยังดีกว่า ปล่อยให้คนทรยศหลุดรอดไป"
เมื่อโจโฉตั้งตัวได้ ก็กล้าที่จะปลอมราชโองการ กล้าที่จะแอบอ้างราชโองการเพื่อที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทำให้ในที่สุด โจโฉได้รับการสถาปนาเป็นเซียงก๊ก (มหาอุปราช) มีอำนาจสามารถสั่งการแทนฮ่องเต้ ทำให้มีอำนาจล้นฟ้า ไม่มีใครที่จะคานอำนาจ จึงกล้าถึงขนาดทดสอบบารมีของพระเจ้าเฮี้ยนเต้ด้วย จนพระเจ้าเฮี้ยนเต้ต้องแอบเขียนหนังสือลับด้วยโลหิตตนเองถึงเล่าปี่ ให้จัดการกับโจโฉที่ทำตนเป็นตั๋งโต๊ะอีกคน

โจโฉเป็นคนที่หลงมัวเมาในอำนาจและกิเลสตัณหาต่าง ๆ มักมากในกาม มีภรรยาและสนมมากมาย สมัยรุ่งเรือง โจโฉได้สร้างตำหนักของตนชื่อว่า " นกยูงทองแดง " โจโฉเป็นคนรอบคอบเสียจนกลายเป็นขี้ระแวง ได้สั่งประหารบุคคลสำคัญไปหลายคน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความผิด เพราะความขี้ระแวงของตน และเมื่อสำนึกได้ ก็มักมาเสียใจในภายหลัง
โจโฉ ในบั้นปลายชีวิต ป่วยเป็นโรคประสาท มักปวดหัวอยู่เสมอ ๆ เมื่อหมอฮูโต๋หมอชื่อดังแห่งยุคมารักษา หมอฮูโต๋ได้เสนอให้ผ่าศีรษะ ซึ่งก็คือการผ่าตัด ถือว่าเป็นวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยมาก แต่โจโฉไม่เข้าใจ หาว่าคนจะผ่าศีรษะโดยไม่ตายได้อย่างไร จึงขังหมอฮูโต๋ในคุก เมื่ออาการหนักขึ้นก็เห็นภาพหลอน ก่อนตาย โจโฉเห็นหัวที่ถูกตัดแล้วของกวนอูลืมตาขึ้นได้ จึงละเมอว่ากวนอูจะมาเอาชีวิต และภายหลังการสิ้นของโจโฉ โจผี ลูกชายคนรองก็ขึ้นมา และถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ ออกจากตำแหน่ง และสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าโจผี ราชวงศ์วุย และยกย่องโจโฉบิดาของตนขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์วุย
ทัพวุยก๊ก มีตัวละครสำคัญดังนี้ครับ แม่ทัพ มี เตียนอุย เคาทู ซิหลง โจหยิน โจหอง แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน เตียวเลี้ยว เตียวคับ ที่ปรึกษา (ฝ่าย เสธ.) มี กุยแก ซุนฮก กาเซี่ยง เล่าหัว ซุนฮิว เทียนหยก เอียวสิ้ว สุมาอี้

ก๊กที่สอง จ๊กก๊ก (ก๊กจ๊ก หรือ สู่) มีเขตปกครองคือ ดินแดนเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ มีอาณาเขตเพียงแค่หนึ่งมณฑล เป็นพื้นที่กันดารเป็นส่วนมาก ก๊กนี้ยากต่อการโจมตี แต่ง่ายมากสำหรับการป้องกันตนเอง

ก๊กนี้มีผู้นำคือพระเอกของเรา(ของเรื่อง) เล่าปี่ นั่นเอง เล่าปี่ เป็นคนผิวขาว หน้าขาวดังหยวก ตาเลียวเล็กสามารถมองถึงใบหู หูยาว แขนยาวถึงเข่า เดิมเป็นคนยากจน ทอเสื่อขาย ได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องกับ กวนอู เตียวหุย ที่สวนดอกถ้อ เพื่อปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง นิสัยมีน้ำใจดีงาม เป็นที่รักใคร่แก่คนทั่วไปใช้กระบี่คู่เป็นอาวุธคู่กาย พอบ้านเมืองแตกแยกเกิดความไม่สงบ เกิดมีโจรโพกผ้าเหลือง และโจรกบฏ ขึ้นมากมาย เล่าปี่จึงได้มาตั้งกองทัพอาสา เพื่อออกปราบโจรต่าง ๆ เพราะช่วงนั้นกองทัพของราชสำนัก(ของหลวง)อ่อนแอมาก ทำให้เล่าปี่ได้พบกับ กวนอู และเตียวหุย

 เล่าปี่ เป็นคนจิตใจงามโอบอ้อมอารีย์มีเมตตา จึงทำให้แตกทัพบ้าง โตนหักหลังบ้าง จนเร่ร่อนไปทั่ว แต่เมื่อไปพบกับขงเบ้ง(จูกัดเหลียง) จึงได้มีความคิดที่จะทำการกอบกู้แผ่นดิน และช่วยฮ่องเต้ออกมาจากอำนาจของโจโฉ และขงเบ้งนี่เองที่ทำให้เลาปี่คนธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาได้ครองแคว้นเสฉวน(จ๊กก๊ก)

นี่แหละจอมสมานฉันท์ตัวจริง ได้เริ่มฟื้นตัวเพื่อการกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นอีกครั้ง โดยร่วมมือกับซุนกวนแห่งง่อก๊ก ปราบปรามกองทัพหนึ่งล้านของโจโฉโดยยุทธวิธีไฟเผาเรือและทหารหลายแสนคน จนโจโฉต้องหนีเอาตัวรอดอย่างน่าเวทนา ระหว่างที่หลบหนีได้หัวเราะว่าจิวยี่และขงเบ้งว่าไม่ได้เก่งสมคำล่ำลือ ถ้าเป็นเขาเองจะซุ่มทหารไว้ แล้วก็ได้หัวเราะแบบนี้ถึงสามครั้งสามสถานที่ แต่แล้วต้องโดนกลของขงเบ้งที่ให้ทหารไปซุ่มรอคือทั้งจูล่ง เตียวหุย กวนอู และได้วานขอชีวิตต่อกวนอู เพราะโจโฉก็เคยไว้ชีวิตกวนอูและเลี้ยงดูอย่างดี สุดทายโจโฉเหลือทหารเพียงหยิบกำมือกลับเมือง หลังจากยุทธการนี้เล่าปี่ได้ยึดเมืองและขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง ได้แม่ทัพ และกุนซืออีกมากมาย

เล่าปีมีเหล่าแม่ทัพผู้จงรักภักดีมากมาย มีทั้งขงเบ้ง ฉายา มังกรหลับ และบังทอง ฉายาหงเหิน สองกุนซือดังแห่งยุคช่วยเหลือ ภายหลังสามารถครอบครองดินแดนเสฉวนในชื่อว่าจ๊กก๊กนี้ และหลังจากยกทัพไปปราบง่อก๊ก กวนอูเสียท่าแก่ลิบอง และลกซุน แถมเตียวหุยโดนลอบสังหารจนถึงแก่ความตาย ยิ่งทำให้เล่าปี่คิดแต่จะล้างแค้นง่อก๊กแต่ก็โดนวางเพลิงโดยลกซุน จนต้องหนีตายไปป่วยและเสียชีวิตที่เมืองเป้งเต้ บุตรชายคนโต ชื่อ เล่าเสี้ยน (อาเต๋า) ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เป็นคนไม่มีสติปัญญา เชื่อฟังขุนนางชั่ว ขันทีโฉด สุดท้ายต้องเสียดินแดนให้วุ่ยก๊ก

ทัพจ๊กก๊ก มีตัวละครสำคัญ คือ แม่ทัพ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ฮองตง ม้าเฉียว ม้าต้าย อุยเอี๋ยน เงียมหงัน ลิเงียม ที่ปรึกษา (ฝ่ายเสธ.) มี ขงเบ้ง บังทอง(ไม่ใช่แขกน่ะครับ เป็นเจ๊ก) หวดเจ้ง ซีซี อีเจี้ย ม้าเลี้ยง(เป็นตนตรับ) และม้าเจ๊ก(นี่ก็เป็นคน ไม่ใช่ม้าของคนจีน)

ก๊กสุดท้ายก๊กที่สาม ง่อก๊ก(ก๊กง่อ หรือ อู๋) เป็นดินแดนที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของจีน และอาณาเขตในลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงทั้งหมด มีทั้งสิ้น แปดสิบเอ็ดหัวเมือง เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์มาก

ผู้นำคือซุนกวน แต่ผู้รวบรวมแคว้น(ก๊ก)คือซุนเซ็ก พี่ชายของซุนกวนซึ่งมีความสามารถมากในด้านการรบ แปดสิบเอ็ดหัวเมืองใต้ปกครอง เริ่มต้นจากใช้กำลังทหารแค่สามพันคน(นี่น่าไปศึกษาครับ) จนได้รับฉายาว่าเสี่ยวป้าอ๋อง ชื่อเสียงของซุนเซ็กนี่ดังไม่แพ้โจโฉเลยครับ ก๊กนี้ติดทะเลครับ รบไปด้วยค้าขายไปด้วย โดยมีชื่อเสียงมากในเรื่องกองทัพเรือ พอซุนเซ็กที่มีความสามารถด้านการทหารตาย ซุนกวนผู้น้องซึ่งมีความสามารถด้านการปกครอง จึงได้ขึ้นครองเมืองกังตั๋งแทนด้วยวัยแค่ ๑๘ ปี แม้ซุนกวนจะไม่เก่งในการรบเหมือนผู้พี่แต่ซุนกวน มีความสามารถในการปกครองสูงมาก

ซุนกวนมีตาสีเขียว เมื่อขึ้นครองเมืองแต่ยังเล็ก จึงได้รับฉายาว่า " ทารกตาเขียว " แม้ไม่เก่งด้านรบแต่สามารถทำให้ประชาชนและขุนนางรักซุนกวนมาก (สงสัยมีนโยบายประชานิยม) และเมื่อเล่าปี่ก็เป็นฮ่องเต้ โจผี(ลูกโจโฉ)ก็เป็นฮ่องเต้ ซุนกวนจึงสถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้แคว้นหวู ด้วยเหมือนกัน
ง่อก๊ก มีแม่ทัพและขุนนางมากมาย ซึ่งพอสรุปตัวละครที่สำคัญ ดังนี้ครับ แม่ทัพมี จิวยี่ กำหลง จิวท่าย เล่งทอง จูหวน อุยกาย ฮันต๋ง เทียเภา ซีเซ่ง ลิบอง ที่ปรึกษามี เตียวเจียว จูกัดกิ๋น ลกเจ๊ก โกะหยง ลกซุน และโลซก

สรุปให้อีกทีครับ

โจโฉ นั้นมีลักษณะความเป็นผู้นำ การแผ่อำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูง เด็ดเดี่ยว และ ทะเยอทะยาน เป็น
ตัวแทนของข้าราชการหลายคนที่อยู่ในวังวนของอำนาจ และใกล้ชิดผู้ใหญ่ จนได้ดิบได้ดี เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ทุ่มเทให้กับหน้าที่การงาน แม้หลัง ๆ จะลืมตัวจนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ หรือไม่อยากลงก็ไม่รู้ครับ เป็นตัวอย่างข้าราชการระดับสูงครับ และการบริหารองค์กรต่าง ๆ

เล่าปี่ เป็นตัวแทน ของบุคคลที่เริ่มต้นจากศูนย์ชาวบ้านธรรมดา มีแต่ความสัตย์ซื่อ โอบอ้อมอารีย์ ถือสัจจะ ถือบุญคุณ มีความอดทน คือได้ดีเพราะการกระทำของตนเอง ไม่มีเส้นสาย และทำงานเป็นทีมมีระบบ ตัวอย่างข้าราชการชั้นผู้น้อย ๆ นี่แหล่ะครับตัวอย่างของคนที่มีความพอเพียง และค่อยเป็นค่อยไปตามพรหมลิขิต และยังมีความสมานฉันท์ในตัวครับ

ซุนกวน เป็นตัวอย่างของคนวาสนาดี พ่อแม่เชื้อสายทำไว้ให้หมดทุกอย่าง มีหน้าที่แค่ดูแล ก็คือหนทางสะดวก อาศัยแค่ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาปรับปรุงบริหารนิดหน่อย ไม่เก่งแต่เส้นพ่อใหญ่ว่างั้นเถอะ แต่ให้ความสำคัญกับการปกครองที่เป็นขั้นตอน เป็นระบบ นี่คือตัวอย่างข้าราชการระดับกลางครับ การบริการประเทศ บริหารกองทัพ ชอบยกตัวอย่างก๊กนี้ครับ
และข้าราชการไทย ก็คงจะมีอยู่สามประเภทข้างต้นนี่หล่ะครับ ไม่รู้ว่ารวมทหารเราด้วยเหรอเปล่า(น่าจะ) แล้วแต่ใครจะมองมุมไหน ให้ใครเป็นพระเอกในดวงใจก็แล้วแต่บุคคลครับ

คำคมคำสอนต่าง ๆ เรื่องนี้เองก็มีเกือบทุกหน้า…. และตัวละครทุกตัวจะมีคำคมกล่าวออกมาบ่อย ๆ เอาที่ใกล้ตัวเราน่ะครับ แค่หนึ่งส่วนในหลายร้อยส่วนครับ เช่น

“ความผิดไม่ทำเสียเลยดีกว่า บางคนไม่มีสันดานทำผิด แต่ต้องทำผิดในครั้งที่หนึ่ง เพราะความอยาก ครั้งที่สองทำผิดเพื่อปกปิดความผิดครั้งแรก ครั้งที่สามต้องทำผิดอีก อันเนื่องมาจากความผิดครั้งที่สอง ในที่สุดเขาจะทำผิดอยู่เรื่อยๆ ยิ่งบ่อยครั้งยิ่งเคยชิน ยิ่งเคยชินก็ยิ่งจะต่ำทราม”

ยิ่งคำนี้กินใจมากครับ "หิวก็หาที่พึ่ง อิ่มก็ปลีกตัวหนี มั่งมีก็ประจบ หมดอำนาจก็ตีจาก เป็นโรคร่วมกัน คือ วิสัยมนุษย์"

"ทหารเลวจะหากี่คนก็หาได้ แต่จะหาแม่ทัพดีๆนั้นยากยิ่ง" เล่าปี่กล่าวกับแม่ทัพเฒ่าฮองตง

หรือเช่น…

“ระหว่างคนมีฝีมือกับคนมีฝีมือสู้กัน คนที่มีความคิดมากกว่าจะชนะ ระหว่างคนมีความคิดกับคนมีความคิดสู้กัน คนมีไหวพริบจึงจะชนะ”

“ผู้นำต้องมีแขนซ้ายแขนขวา คนสนิทที่เป็นกำลังสำคัญ อย่าปกป้องเฉพาะตัว คนหลงลืมแขนจะไม่ประสบความสำเร็จ”

“หงส์นั้นไม่ควรอยู่ในป่ากันดาร ผู้ทำความชอบต่อแผ่นดิน หากไม่เพียงไม่ได้รับการสนับสนุนให้สูงส่ง หนำซ้ำถูกดูหมิ่นอย่างหยาบช้า ควรจะหาเมืองใหม่ที่เหมาะสมอยู่ ชีวิตจึงจะรุ่งเรือง”

“ไม้ต้นเดียวเป็นป่ามิได้ คน คนเดียวหาครองแผ่นดินได้ไม่”

“ชีวิตยามต้องจากกัน ยามอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร ยามจากลาแล้วจึงจะรู้สึก”

“เป็นคนมีสติปัญญา แต่อยู่กับผู้นำเลว ก็เหมือนอยู่ในที่มืดที่ลับ นับแต่จะอับโชค”

“ผู้ที่อุตส่าห์มานะพยายาม รักษาตัวรอดพ้นจากสิ่งชั่วร้าย ต่อสู้ชีวิตมาจนได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งสูง แต่แล้วมาวันหนึ่ง ผู้มีอำนาจเหนือกว่าก็โยกย้ายถ่ายเท ไปสู่ตำแหน่งอื่นที่ต่ำต้อย ใครโดนเข้าอย่างนี้ จะรู้สึกเจ็บแค้นสักแค่ไหน”

“จริงคือลวง ลวงคือจริง ถ้าคิดว่าข้าศึกมีทางเลือกเพียง ๒ ทาง จงแน่ใจได้ว่าเขาอาจจะเลือกทางที่ ๓”

“การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น”

“ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของ คนอื่นอย่างเต็มที่”

“อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น”

“เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า “อาจจะ” เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร”

“เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี”

ท่านผู้อ่านคงพอจะมองออกแล้วน่ะครับว่าเรื่องสามก๊กนี้มีอิทธิพลแค่ไหนในโลกของเรา เพราะว่าหนังสือสามก๊ก ถือว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิค ว่าด้วยเรื่องศิลปะการบริหารและใช้คน ประกอบด้วยชั้นเชิงทางการเมือง การศึกสงคราม และการฑูต มีทั้งยุทธศาสตร์และกลอุบาย มีทั้งคนดีและคนไม่ดี หลากหลายชีวิตให้เราได้ศึกษา อ่านบันทึกเรื่องนี้จบ หลายคนคงจะสนใจสามก๊กขึ้นมาบ้าง และหลายคนคงรู้จัก และรู้เรื่องสามก๊กเพิ่มมากขึ้น เมื่อท่านอ่านเองท่านจะชอบครับ ฉบับหน้าถ้ามีโอกาส จะสรุปบุคลิกลักษณะ และบทบาทของตัวละครที่สำคัญบางตัว เพื่อการติดตามศึกษาน่ะครับ

และสุดท้ายครับ ก่อนที่โจโฉจะรบกับอ้วนเสี้ยว ขุนนาง นายทหารฝ่ายโจโฉหลายคน เกรงกลัวว่าตนเองจะแพ้สงครามพร้อมกับโจโฉ เพราะว่ามีกำลังพลน้อยกว่า จึงแอบส่งจดหมายลับไปขอสวามิภักดิ์เพื่อขอชีวิตตนเองต่ออ้วนเสี้ยว เมื่อโจโฉตรวจค้นเจอจดหมายเหล่านั้นหลังจากชนะศึกตอนที่บุกค้นที่บ้าน(ค่าย)อ้วนเสี้ยว ที่ปรึกษา(ฝ่ายเสธ.)ของโจโฉหลายคนเสนอให้สอบสวนและจับตัดหัวให้หมด แต่ทางโจโฉเห็นว่าถ้าจะจัดการขุนนาง และนายทหารเหล่านี้ ก็คงมีการซัดทอดกันไปเรื่อย ๆ ทำให้กองทัพวุ่นวายแล้วจะเสียวินัย พอเสียวินัยกองทัพจะเริ่มอ่อนแอ และกล่าวว่าขนาดตัวเองยังคิดว่าจะไม่ชนะและเกือบตายเอาตัวไม่รอด เหล่าขุนนางและนายทหารเหล่านี้ก็คงจะคิดเหมือนกับตนเป็นธรรมดา จึงให้เอาจดหมายทั้งหมดเหล่านี้ไปเผาทำลายทิ้งเสีย และให้ถือว่าไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน …นี่แหล่ะครับ… ผู้นำ…

ขอบคุณข้อมูล http://www.oknation.net/blog/ja-oba/2009/02/17/entry-8

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: