มีดีบ้างไหม? คำถามพลิกชีวิต เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

สามารถนำไปใช้แก้ปมปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันของไทยเราได้ทันที

มีดีบ้างไหม?

คำถามพลิกชีวิต เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
วิธีสร้างอิสรภาพในหัวใจให้ปลอดภัยจากความทุกข์ที่ดีที่สุด

จากผู้เขียน สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง

กรุงเทพมหานคร * สำนักพิมพิมพ์มติชน * 2547

 

คำนำผู้เขียน

 

นับแต่อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์อันเป็นอุปนิสัยสู่ความสำเร็จสำหรับคนยุคใหม่ได้พัฒนาขึ้นและมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ผมได้พบความจริงที่น่าสนใจว่า อีคิวนั้นเป็นเทคนิคที่ช่วยในการแก้ปัญหาและพัฒนาคนได้อย่างเป็นรูปธรรม และจากประสบการณ์ที่ผมเองได้นำอีคิวมาใช้ในการพัฒนาคนพัฒนาองค์กร ก็พบว่าอุปนิสัยต่างๆ ของอีคิวนั้นมีความเด่นและมีพลังที่สร้างสรรค์ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีรู้สึกให้เป็นไปในด้านบวกอันเป็นด้านที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม

ดังที่พบว่าอีคิวสำหรับองค์กรนั้นสามารถชูการสร้างแรงจูงใจให้เป็นพระเอกได้ ขณะที่การใช้ในระดับบุคคล การแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปนิสัยสำคัญในทุกเรื่องก็เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นจากสภาพที่จมอยู่กับปัญหา การท้อแท้ ท้อถอย ให้กลับมาเกิดกำลังใจ และมีทางออกที่สดใสยิ่งขึ้น

การลดความทุกข์แความไม่สบายทั้งกายและใจอาจต้องใช้การสร้าง "สติ" ให้เด่นชัด ดังที่เขียนอยู่ใน "สติบำบัด" ผลงานเล่มก่อนหน้านี้ สามารถมองเห็นวิธีคิพและโปรแกรมจิตใจที่เป็นต้นเหตุของปัญหา แล้วหันมาสร้างนิสัยการมองอุปสรรคและปัญหาที่สร้างสรรค์

เป็นอุปนิสัยการมองโลกด้านบวก

เป็นการมองโลกในแง่ดีที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าตนเองมีคุณสมบัตินี้อยู่ในตัว ทว่าความเป็นจริงเพบว่า น้อยคนนักที่สามารถมองโลกด้านบวกได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น

…การที่คนเราจะดำรงชีวิตอย่างประสบความสำเร็จและมีความสุขตามอัตภาพได้นั้นมักขึ้นอยู่กับวิธีคิด หากวิธีคิดไม่ดีเสียแล้วก็ยากที่จะพัฒนาตนเองได้

การมองโลกด้านบวกจัดว่าเป็นวิธีคิดที่ดีเยี่ยมหากนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม
……..เริ่มต้นจากทัศนคติที่ว่าทุกเรื่อง "มีดี" หรือมีประโยชน์อย่างน้อยก็บางส่วน

เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถตั้งคำถามเพื่อถามตนเองว่า
เขา(คนคนนี้)มีดีบ้างไหม
เรื่องนี้(งานชิ้นนี้)มีดี(มีประโยชน์)บ้างไหม

แน่นอน การมองหาสิ่งดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เทื่อใดที่คุณหาพบในสิ่งที่คุณลำบากใจว่าเขามีดีอะไรอยู่บ้าง ก็จะทำให้คุณเกิดสภาวะของการเป็น "อิสระ"

อิสระจากสิ่งต่างๆ เพราะเราสามารถเลือกได้ว่าควรจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์ได้อย่างไร 

หวังว่าอิสรภาพในหัวใจนี้คงเกิดกับท่านผู้อ่านทุกท่าน
…..

นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง

 

ทำไมต้อง "มีดี" (ด้วยวะ)

คนเรามักวัดความสำเร็จจากความฉลาด
ปัจจุบันนอกจาก IQ(ความฉลาดทางความคิด) แล้วยังมีความฉลาดอีกหลายด้าน
EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) ก็เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดได้ในทางหนึ่ง

อุปนิสัยทั้ง 5 ของความฉลาดทางอารมณ์ อันได้แก่

  1. การจูงใจตนเอง
  2. การมองโลกด้านบวก
  3. การเข้าใจตนเอง
  4. การเข้าใจ เห็นใจผู้อื่น
  5. การมีวิธีคิดที่ถูกต้อง
  • การมองโลกด้านบวกเป็นจุดเริ่มต้นของอุปนิสัยทั้งหมดนี้
  • การมองงานว่ามีด้านบวกอยู่บ้าง ทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
  • การมองตนว่ามีด้านบวกอยู่ จะทำให้ยอมรับด้านลบแล้วนำมาปรับปรุงตนเองได้
  • การมองว่าผู้อื่นก็มีความดีงามอยู่บ้าง ทำให้เข้าใจผู้อื่น จนร่วมงานกันได้
  • การมองว่าปัญหามีทางแก้ ย่อมทำให้ใจสงบลง พอที่จะนำสติปัญญามาใช้แก้ปัญหาได้

คนจำนวนมากรู้ว่าการมองบวกนั้นดี แต่น้อยคนยากที่จะเอาไปใช้

ยากที่เราจะยอมรับคำตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ จากคนอื่นด้วยใจเป็นกลางได้ เราอดไม่ได้ที่จะโกรธ ไม่พอใจ หรือตึงเครียดในใจ

 

"มันมีดีไหม(วะ)"

การตั้งคำถามเช่นนี้ช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ต่อปัญหาและอุปสรรค
เป็นมุมมองด้านบวก และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา กระทั่งเป็นการพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นโอกาส

มีตัวอย่างตอนหนึ่งเล่าว่า เมื่อไรที่เกิดถกเถียงกันในที่ประชุม ถ้ามีบางคนพูดทะลุกลางปล้องขึ้นว่า "มันมีดีบ้างไหมวะ" ก็จะลดอุณหภูมิร้อนแรงของการถกเถียงลงได้ จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องตลกไปทันที

หลายคนเข้าใจเลยว่า คนเราไม่มีทางทะเลาะกันด้วยเหตุผลได้เลย

แต่เราทะเลาะกันได้เพราะอคติ ต่อบุคคลที่สื่อสารกับเรา
เช่นเดียวกับการถูกกระทบกระทั่งต่ออัตตาของตนเอง ว่า(วิธีของตนเอง)เท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

การตั้งคำถาม มันมีดีหรือไม่ นี้ ทำได้กับทุกเรื่อง
แต่มิใช่ทุกเรื่องจะมีดีอย่างที่ตั้งคำถามไว้

บางเรื่องไม่มีดี แต่ตั้งคำถามว่ามันอาจมีดีนี้เองทำให้จิตใจสงบลง เกิดสติปัญญาที่จะแก้ไขปัญหา

 

หลักการ

 

"การรับรู้และแปลความหมายของเหตุการณ์อย่างที่เป็นจริง(รอบด้าน)ในด้านบวก
และมีทิศทางที่ก่อประโยชน์แก่ตนเอง"

 

ลำดับขั้นของการมองบวก

  1. พบเห็นบวก บอกได้ว่าเป็นบวก
  2. พบเห็นลบ มองหาด้านบวกได้
  3. รู้เหตุและปัจจัยของสิ่งที่เกิด

การมองด้านบวกก็เพื่อหาทางปฏิบัติการใดๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคได้

การมองบวกเกิดจาก

  1. ปัจจัยพื้นฐานทางร่างกาย (Physiologic Factor)
    รู้สึกผ่อนคลาย มีสุขได้ง่าย
  2. การเลี้ยงดูจากพ่อแม่
    จาการสอน การบอก การเล่า(เช่น นิทาน)
    จากการกระทำต่างๆ ที่เป็นแบบอย่าง ทางปลอบโยน ให้กำลังใจ ในการเผชิญปัญหา/อุปสรรค ซึ่งจะปรับสมดุลให้เด็กมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ พร้อมจะสู้ปัญหา เอาชนะอุปสรรคด้วยใจที่เข้มแข็งเปี่ยมด้วยความหวังและกำลังใจ
    การถูกสบประมาท หรือถูกตำหนิติเตียนอยู่เรื่อย จะสร้างคนที่รู้สึกด้อยค่า ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเอง คนที่ไม่มั่นใจตนเองก็ย่อมมองตนเองในด้านลบ เมื่อมองตนเองในแง่ร้ายจึงยากที่จะมองสิ่งอื่นๆ ในด้านบวก
  3. ประสบการณ์และการเรียนรู้จากสังคม
    จากสิ่งที่ได้ลองทำด้วยตนเอง และเรียนรู้จากวัด โรงเรียน ชุมชน และสื่อสารมวลชน ฯ

การคิดบวก สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้

มองบวก มองลบ มองอย่างไร

 

ดอกเตอร์มาร์ติน เซลิกแมน ได้ให้ทัศนะ ว่าการมองโลกด้านบวก ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ

  1. ชั่วคราวหรือถาวร
    เมื่อพบเหตุการณ์ใดก็มองออกว่าเป็นเรื่องชั่วคราวเดี๋ยวก็เปลี่ยนได้ มิใช่สิ่งที่จะมีอยู่ตลอดไป
    -เจ้านายตำหนิเราใหญ่ มองว่า เขากำลังอารมณ์เสีย หรือ เขาชอบตำหนิลูกน้องเสมอ
    -สอบคราวนี้ฉันพลาดเพราะอ่านน้อยไปหน่อย หรือ ฉันมันหัวทึบตั้งใจเท่าไรก็ทำไม่ค่อยได้
  2. บอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบางคนหรือเป็นเฉพาะเรื่องไป มิใช่จะเกิดขี้นในทุกสถานการณ์ หรือกับทุกคน เช่น
    -หัวหน้าเราเป็นคนไม่ยุติธรรม หรือ ผู้บริหารไม่มีความยุติธรรมทั้งนั้น
    -ชัยพรพูดตรงไปตรงมาในเรื่องที่มีผลต่อบริษัทหรือ ชัยพรเป็นคนพูดขวานผ่าซากไปทุกเรื่อง
  3. (ความพร้อมของ)ปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยภายใน
    มองออกจากตนเอง หรือมองเข้าตนเอง  เช่น
    -เมื่อร้องเพลงไม่ได้ มองว่า คนฟังหูไม่ถึง หรือ เสียงฉันไม่ดีเลย
    -เมื่อจีบสาวไม่ติด  มองว่า ผู้ชายอย่างเราหาได้ที่ไหน หรือ เราคงหล่อไม่พอ 

นายแพทย์เทอดศักดิ์ เห็นว่าแม้จะยังไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกสถานการณ์ แต่ก็พอใช้อธิบายได้อยู่

มองบวก

  • มองตนว่ามีความสำคัญ
  • มองความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา
  • ทุกปัญหามีทางออก ถ้าวิเคราะห์ให้ดี
  • รู้สึกพอดีตามเหตุการณ์

มองลบ

  • มองตนว่าแย่และไร้ค่า
  • โลกนี้มีแต่เรื่องเลวร้าย
  • ทุกทางออกมีปัญหาไม่ว่าจะทำดีเพียงไร
  • รู้สึกวูบวาบ ทุกข์มาก สุขมาก วุ่นวาย ไปตามเหตุการณ์

เห็นบวกในบวก    สุขง่าย จิตใจสงบผ่อนคลาย สติปัญญาดี
เห็นบวกในลบ      ทุกข์ยาก มองเห็นโอกาสของความสุขในทุกเรื่อง
เห็นลบในลบ       จะได้เปลี่ยน ได้เริ่มสิ่งใหม่ ไม่ต้องทนทุกข์กับปัญหาเดิมๆ

 

ในโลกที่เป็นจริง

คนเราโดยทั่วไป

  1. สุขยาก
    เห็นเรื่องดีๆ เช่น มีคนยิ้มให้ อากาศดี ที่นั่งสบายฯ โดยเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เคยชินจึงมักมองข้ามไป ไม่เคยนึกถึงหรือนำมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง
  2. ทุกข์ง่าย
    พบเรื่องที่ไม่สมหวังก็ถือเป็นเรื่องทุกข์ แฟนไม่ไปดูหนังด้วยก็ทุกข์ แทนที่จะนึกว่าดีเหมือนกันจะได้ไปกับเพื่อน
  3. ชอบขยายความทุกข์ เช่น
    เมื่อสอบตก ไม่ทุกข์แค่สอบตก ถ้าสอบซ่อมก็ไม่ตก ก็หายทุกข์ได้
    แต่กลับมองไปถึงว่าจะอับอายขายหน้า คนจะดูถูก กลัวถูกตำหนิ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นคิดสั้นได้

 

การคิดสร้างสรรค์

 

นวัตกรรมหลายอย่างเกิดจากความผิดพลาด อยู่ที่รู้จักคิดพลิกแพลงไปใช้ประโยชน์ เช่น ไส้หลอดไฟฟ้า(เกิดจากการทดลองที่ผิดพลาดนับพันครั้ง), กระดาษโน้ตที่ติดกาวในตัว, น้ำยาซักผ้า(เกิดจากผงซักฟอกที่มีน้ำผสมโดยบังเอิญ),  ยาไวอากร้า(เกิดจากการทดลองในเรื่องหลอดเลือดหัวใจ)

 

โปรแกรมที่ตั้งไว้เอง

 

เพื่อทดสอบการแก้ปัญหา มีเกมง่ายอยู่เกมหนึ่ง ชื่อว่า "กะหล่ำปลี สุนัขป่า และแกะ"

สมมติว่า คุณจำเป็นต้องข้ามแม่น้ำพร้อมพาของทั้งหมดไป 3 อย่าง ได้แก่ กะหล่ำปลีหัวใหญ๋ 1 หัว สุนัขป่า 1 ตัว และแกะ 1 ตัว ด้วยเรือลำน้อยซึ่งบรรทุกตัวคุณและของได้ทีละอย่าง

เงื่อนไขมี 3 ข้อ

  1. เอาของไปได้ทีละอย่าง
  2. จะปล่อยแกะไว้กับกะหล่ำปลีไม่ได้ เพราะแกะจะกินกะหล่ำปลีเสีย
  3. จะปล่อยแกะไว้กับสุนัขป่าไม่ได้ เพราะสุนัขป่าจะกินแกะเสียอีกนั่นเอง

ถามว่าคุณจะต้องพายเรือกี่เที่ยว

คุณคิดออกหรือไม่*

แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเพิ่มเงื่อนไขข้อที่ 4 ขึ้นมาเองโดยไม่จำเป็น นั่นคือ "เอาสิ่งใดไปแล้วจะไม่เอากลับมาอีก หรือเอากลับมาอีกไม่ได้"

เงื่อนไขข้อที่ 4 ไม่มีใครบอก แต่เราสร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็นปัญหาของความขัดแย้งหลายอย่าง ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ถูก

บางครั้งเงื่อนไขข้อที่ 4 ก็อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น เชื่อว่ายิ้มให้ใครแล้วเขาต้องยิ้มตอบ ใครพูดง้อก่อนคนนั้นแพ้(ตอนที่ทะเลาะกัน) เป็นต้น

เงื่อนไขข้อที่ 4 เป็นหลุมพราง หรือ กับดักทางความคิด ในเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ขัดขวางอะไร แต่ในบางเรื่องทำให้เกิดทุกข์ร้อน ขัดแย้งกับคนรอบข้าง และภายในใจตนเอง อย่างนี้ต้องแก้ไข

โดยการสังเกตรูปแบบความคิดและพฤติกรรมทั้งมวล ว่าสิ่งใดที่ก่อปัญหาขัดแย้งได้บ้าง

การตั้งคำถามตรวจสอบเพื่อแก้ปมขัดแย้ง

  1. มีอะไรบ้างที่ควรทำ แต่กลับไม่ได้ทำ
  2. มีอะไรบ้างที่ไม่ควรทำ แต่กลับทำ

ควรทดลองฝึกที่จะเปลี่ยน ลองทำหรือคิดสิ่งที่แตกต่างจากเดิมๆ บ้าง เพื่อแก้ปมขัดแย้งและข้อสรุปแบบเดิมๆ  เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างใหม่ๆ

ทำดีสักนิดแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน

บางทีการยิ้มให้คนที่คุณไม่ค่อยชอบหน้าอาจมีเป้าหมายอยู่ที่ความสบายใจของคุณเอง มากกว่าหวังว่าคนนั้นจะยิ้มตอบกลับมา

 

ผลดีของการมองด้านบวก

มองบวกคือ มองอย่างที่เป็นจริงรอบด้าน ไม่ด่วนสรุป

การมองบวก ต้องรู้จักตั้งเป้าหมายและมีการจูงใจตนที่ดี

การมองบวก ต้องควบด้วยความรอบคอบ
ในการตัดสินใจทำอะไรต่อไปอยู่ที่มองรอบด้าน และชั่งผลดีผลเสียให้ครบถ้วนก่อนแล้ว

หลายครั้งเราแยกไม่ออกว่า "ความจริง" คืออะไร แต่หากยึดกุมทางเลือกที่มีมุมมองด้านบวก ย่อมทำให้เกิดกำลังใจ กำลังสติปัญญา คิดแก้ปัญหาได้

ดังนั้นควรมองหาการทำดีเพื่อผลดี ทำแล้วได้ผลดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกิดกำลังใจ และจูงใจในการทำต่อไปให้บรรลุเป้าหมายที่พัฒนาก้าวหน้าขึ้นได้

การปฏิบัติที่ดูแลควบคุมให้ดีผลย่อมออกมาดี อาจมากกว่าที่คาดหวังไว้อีกด้วย

การมองบวกเป็นอุบายให้สงบใจ แล้วสติปัญญาจะกลับมา การแก้ปัญหาก็จะได้ผลดี

การมองบวกเป็นการสร้างอิสรภาพให้ตัวเองที่จะเลือกทางที่เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ ด้วยตัวเอง

**************************************

"มีดีบ้างไหม"

 

ข้อคิดที่ได้ (สรุปเอง ไม่เกี่ยวกับนายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง)

 
มองบวก เปิดรับด้านดีของชีวิต ฉันทะ
กระทำสิ่งดี ที่เลือกสรรแล้วเสมอ ๆ วิริยะ
ตั้งเป้าหมายที่ดี เอาใจใส่รอบด้านทั้งข้อดีข้อเสีย จิตตะ
พัฒนา ปรับปรุง ดูแล แก้ไขเพิ่มเติม อยู่ตลอด วิมังสา

   …รัก….กระทำสิ่งน้อม…….   นำไชย
สู้…..ปลดปัญหาไป………..    ไป่ท้อ
ใส่….ใจปรับด้วยใจ………..    จดจ่อ    เจนแล
สมอง..หมั่นใคร่ครวญข้อ….    ขบค้นดลผล.

  …ฉันทะ    พอใจรัก………..  ภักดีทำ
วิริยะ     ทำเรื่อยไป……….    ไม่ระย่อ
จิตตะ     เชื่อทำได้……….    ใจจดจ่อ
วิมังสา    ต่อใคร่ครวญ…..   ทวนผลดี.

……………………..

ขอบคุณ นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง และข้อคิดวิธีการดีๆ ที่มอบให้

เป็นความรู้ซึ่งทันสมัยมาก สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันของไทยเราได้ทันที

One response to this post.

  1. Posted by เมฆน้อย on พฤษภาคม 12, 2009 at 7:36 pm

    ก็ต้องบอกอีกว่า…สเปชนี้ เป็นอีกที่หนึ่ง ที่เข้ามาแล้วได้ข้อคิด ดี ดี กลับไปเช่นกันค่ะ" ของบางอย่างซื้อไม่ได้ด้วยเงินทอง เพราะเป็นของไม่มีราคาขาย คือ ความรัก -ความปรานี -มีน้ำใจ สิ่งเหล่านี้มีค่า แก่ชีวิตแต่ว่า เงิน ไม่มีสิทธิ มาจัดสรรได้แต่ เพียงเรา จะให้กัน และ กันและ ผู้ให้รางวัล คือ อิ่มใจ"

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: