ไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจี้ปรับ’กอร์ปศักดิ์’

เดลินิวส์ 18 เม.ย. 2552
ไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจี้ปรับ’กอร์ปศักดิ์’
เผยคนกลางปฏิเสธหย่าศึกนัด สว.สส.ถกหาทางออก
            
แกนนำการเมืองหารือนายกฯ จุดพลุปรับ ครม. บี้ “อภิสิทธิ์”ปรับ “กอร์ปศักดิ์” ประเดิมถ่ายเลือด ชี้ล้วงลูกงานพรรคร่วม พร้อมเสนอเร่งแก้รธน.-ดันกฎหมายนิรโทษกรรมลดดีกรีร้อน “ปู่ชัย” หมดหวัง “คนกลาง” เจรจาหย่าม็อบ เสียงเอื่อยยอมรับเจรจาดึงไม่สำเร็จ สภา นัดส.ส.-ส.ว. วันที่ 22-23 เม.ย. ถกทางออกความวุ่นวายในบ้านเมือง “ปู่สุข” ปัดแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ยันไม่รู้แนวทาง “เสน่ห์” เปิดประเด็น ประชุม ครม. นัดพิเศษวางกำลัง รปภ.เข้ม “อภิสิทธิ์” เผยเดินหน้า 3 มาตรการ มุ่ง “เยียวยา-ฟื้นท่องเที่ยว-คง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” พร้อมประกาศไม่มี 2 มาตรฐานจัดการม็อบ “ชุมพล” หนุนเร่งแก้รธน.คลายปมเดือดปัญหาการเมือง ประกาศควง “มาร์ค” เดินสาย “ดูไบ” โรดโชว์ท่องเที่ยว-แจงสถานการณ์ให้ทราบ ปชป.นัดสื่อต่างชาติให้ข้อมูลสถานการณ์การเมือง “นิพนธ์” แผลหายเขียวเข้าทำงานที่ทำเนียบฯ ได้แล้ว บ่นเสียดายรถเช่าโดนทุบ “เพื่อไทย” ปัดลงพื้นที่เป่าหูคนเหนือ-อีสาน คาดเรียกประชุมสภา ไม่ได้ผล
 
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่า ได้เรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 22-23 เม.ย.นี้ แล้วตามที่รัฐบาลได้ขอมา เมื่อถามถึงความคืบหน้าในเรื่องคนกลางที่จะออกมาช่วยยุติปัญหาของบ้านเมือง นายชัย ตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ ว่า “คนกลางถอยแล้ว” เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพราะคนกลางไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวแล้วใช่หรือไม่ นายชัย ตอบว่า “ใช่”
  
ด้านนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกคนแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 เม.ย. รวมทั้งได้แจ้งการนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาผ่านทางเอสเอ็มเอส (SMS) อีกทางหนึ่งด้วย โดยได้นัดประชุมสองวันคือวันที่ 22-23 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ตามที่รัฐบาลได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ที่ระบุว่าในกรณีมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการ แผ่นดินที่ ครม. เห็นสมควรจะฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกฯจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ก็ได้ โดยในกรณีนี้รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ ส่วนเรื่องความปลอดภัยเมื่อรัฐบาลขอมายังรัฐสภาก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว 
 
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมครม. นัดพิเศษว่า หลังการประชุมในวาระปกติเสร็จสิ้นแล้ว ครม.ได้ประชุมเป็นการภายใน ซึ่งมีเฉพาะ ครม. และเลขาธิการ ครม. กับผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น โดยตนได้มีการประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เลิกประชุม ครม.ที่พัทยาให้รับทราบ ซึ่งครม.ก็ได้รับทราบแนวทางการดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมด ประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จึงถือได้ว่าวันนี้ ครม.ได้รับทราบเหตุการณ์และการตัดสินใจทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว 
  
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการในประเด็นแรก คือ 1.การเยียวยา ได้สั่งการให้เร่งการเยียวยาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีงบประมาณพร้อมอยู่แล้ว จะใช้หลักเกณฑ์และกลไกสำหรับการเยียวยาการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม 7 ต.ค. 51 2.ผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจที่หนักที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น ครม.จึงให้ความเห็นชอบว่าต่อไปนี้ต้องถือว่างานด้านการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ 3. เรื่องการตัดสินใจที่จะคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่จะพยายามใช้เวลาให้สั้นที่สุดและดูความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนมาอย่างแท้จริง ดังนั้น ในขณะนี้จึงยังไม่มีการยกเลิกแต่จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป
 
นายกฯ ระบุต่ออีกว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาเพื่อให้มีความเป็นรูปธรรมจะพยายามเข้าไปแก้ที่ต้นตอ เร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องที่มีความพยายามเผยแพร่ข่าวสาร เรื่องการสูญเสียชีวิตของผู้ชุมนุมก็จะต้องชี้แจงต่อไปรัฐบาลได้ตัดสินใจเปิดสภาในระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย. เพื่อให้ใครก็ตามที่ยังมีข้อสงสัยนำข้อมูลมาพูดคุยกัน 2.เรื่องเงื่อนไขทางการเมือง ตนได้ขอให้รัฐมนตรีทุกคนที่สังกัดพรรคการเมืองต่าง ๆ ไปช่วยกันเร่งรัดกระบวนการที่จะทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถมาพูดคุย และตกลงกันในประเด็นเหล่านี้ได้ เพื่อปลดชนวนความขัดแย้ง 3.ข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาว่ารัฐบาลใช้ 2 มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งมีประเด็นที่ต้องชี้แจงถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม แต่ขอยืนยันว่าจะไม่มีการใช้ 2 มาตรฐาน
 
นอกจากนี้ นายกฯ ยังชี้แจงถึงการที่ไม่ได้แต่งตั้งใครรับผิดชอบในการดำเนินการตามการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ที่ผ่านมาประกาศมา 2 ครั้ง ครั้งแรกให้ทางตำรวจรับผิดชอบ ครั้งที่สองให้ทาง ผบ.ทบ. รับผิดชอบ แต่ครั้งนี้ขอเรียนว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย และการที่มอบหมายให้นายสุเทพรับผิดชอบโดยตรง และตนก็รับผิดชอบด้วยอยู่ตรงนั้น เท่ากับเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและทหารหรือข้าราชการส่วนอื่นจะได้มีความมั่นใจ
 
นายกฯ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวถ้าไปตั้งข้าราชการรับผิดชอบโดยตรงจะเหมือนการโยนการตัดสินใจเชิงนโยบายให้กับข้าราชการดำเนินการซึ่งเป็นอุปสรรค นี่เป็นความแตกต่างจากที่ผ่านมา และตนได้กำชับทาง ผบ.ตร.ให้เร่งสรุปคดีที่อยู่ในความสนใจทั้งหมด และยืนยันว่าตนได้พูดคุยกับทางนายตำรวจระดับสูงว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือไม่ ซึ่งทางตำรวจเขาก็ยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไป ตนก็ให้เกียรติเนื่องจากได้พูดคุยกันแล้ว
  
สำหรับการประชุม ครม.นัดพิเศษครั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายกฯ ที่เดินทางมาถึงเมื่อเวลา 08.45 น. ยังคงมีสีหน้าอิดโรย ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยมีการวางกำลังอย่างเข้มข้น ใช้กำลังทหารดูแลรักษาความปลอดภัยตามตึกและประตูเข้า-ออกทำเนียบฯเสริมกับกำลังตำรวจ ขณะที่การดูแลอารักขาความปลอดภัยให้กับนายกฯนั้นยังคงใช้มาตรการชั้นสูงสุด ส่วนรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ก็ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นขึ้น เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็ได้เพิ่มชุดรักษาความปลอดภัย โดยนำกำลังของศูนย์รักษาความปลอด ภัยแห่งชาติ (ศรภ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาเสริม
 
ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม รมช. มหาดไทย ก็ได้ขอกำลังจากหน่วยอรินทราชมาดูแล เช่นเดียวกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกฯ ก็ได้เพิ่มกำลังรักษาความ ปลอดภัยด้วย ส่วนรัฐมนตรีบางคนก็ได้มีการเปลี่ยนรถประจำตำแหน่ง โดยนำรถส่วนตัวมาใช้แทน
 
ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ครม.จะเริ่มขึ้น นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะไปโรดโชว์ที่ประเทศดูไบ ระหว่างวันที่ 5-8 พ.ค.นี้ ซึ่งทางดูไบได้จัดมหกรรมการท่องเที่ยวใหญ่อันดับสองรองจากกรุงเบอร์ลิน ไทยจะนำผู้ประกอบการเดินทางไปร่วมงานกับเขาด้วย โดยตนได้เชิญนายอภิสิทธิ์ไปที่ประเทศดูไบด้วย เพื่อพบผู้ประกอบการและชี้แจงสถานการณ์ต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยนายกฯได้รับปากแล้ว อย่างไรก็ตาม เป็นการรับปากกันก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องต่าง ๆ นี้ขึ้น ซึ่งมีการเตรียมโปรแกรมต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
 
นายชุมพล ยังให้สัมภาษณ์ว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังยืนยันว่าเราไม่ควรหนีปัญหาเรื่องการแก้วิกฤติชาติ ดังนั้นต้องเอาการเมืองเป็นตัวนำ โดยแก้ปัญหาการเมืองที่คาใจกันอยู่คือแก้รัฐธรรมนูญ เพราะผลการออกรัฐธรรมนูญฉบับ 50 ส่งผลเป็นปัญหามาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญบางมาตราให้เรียบร้อยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งหากดำเนินการตามวิธีของพรรคชาติไทยพัฒนานั้นก็จะใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เพราะแก้กันไม่เกิน 20 ประเด็น ไม่เกี่ยวกับกรณีนิรโทษกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับความเป็นธรรม ส่วนการเปิดประชุมรัฐสภาในสัปดาห์หน้านั้นถือเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะทำให้ความตึงเครียดต่าง ๆ ได้ไประบายในสภาตามระบบ ส่วนจะได้ผลมากน้อยขนาดไหน แต่ละคนควรมองภาพกันเอาเอง
 
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิ สภา กล่าวถึงกรณีที่นายเสน่ห์ จามริก ประธาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เสนอให้รัฐบาลหาทางออกประเทศโดยตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ อยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจ และก็ไม่ทราบว่านายเสน่ห์ มีข้อมูลอะไรถึงออกมาพูดแบบนี้ คิดว่าการหาทางออกให้ประเทศนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นคนตัดสินใจ ส่วนกรณีที่จะมีคนกลางจะมาเจรจาเพื่อแก้ปัญหาของประเทศหลังช่วงสงกรานต์ นั้น เป็นคำพูดของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาแต่ตนคิดว่าน่าจะอยู่ในระหว่างการเจรจากับคนกลางอยู่ นอกจากนี้ ตนเชื่อว่ารัฐสภายังเป็นทางออกของปัญหาทุกปัญหาของประเทศ และอยากให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเชื่อในระบอบรัฐสภา ซึ่งเชื่อว่าทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะไม่เล่นเกมการเมืองกัน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. พรรคประชาธิปัตย์ได้เชิญสื่อต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยมาชี้แจงพร้อมตอบข้อซักถามต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติจำนวนหนึ่ง โดย นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังชี้แจงสื่อต่างประเทศถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่า สื่อต่างชาติให้ความสนใจกับกรณีการกล่าวอ้างว่ามีการปกปิดและบิดเบือนข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ซึ่งตนได้ชี้แจงถึงเครือข่ายในการปล่อยข่าวและข้อมูลเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิน วัตร อดีตนายกฯ และกลุ่มเสื้อแดง โดยมียุทธศาสตร์สำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ใช้เครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชนและใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการชี้นำให้สังคมเกิดความสับสน
 
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่กทม.และการประชุมอาเซียนซัมมิทบวก 3 ที่พัทยา จ.ชลบุรี ทำให้ในวันนี้นายอภิสิทธิ์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ได้มีการทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอให้เรียกเปิดประชุมร่วม 2 สภา โดยจะมีขึ้นในวันที่ 22-23 เม.ย. นี้ ส่วนญัตติในการประชุมสภาครั้งนี้ยังไม่มีการหารือกัน แต่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.และพัทยา
 
ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ (Young PAD) 4 คน นำโดย นายศิริพล เคารพธรรม ผู้ประสานงานกลุ่ม ได้เข้ายื่นหนังสือแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามไปยัง สนนท.และกลุ่มคนเสื้อแดงที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทหารสลายผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตว่าขอให้นำข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลได้เข่นฆ่าประชาชนต่อสาธารณชน หากไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ต้องขอโทษประชาชนและแสดงความรับผิดชอบ
 
เมื่อเวลา 16.30 น. นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ ได้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อเบนซ์เข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลหลังจากโดนกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบรถยนต์และรุมทำร้ายที่กระทรวงมหาดไทย โดยนายนิพนธ์มีสีหน้าสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมเปิดโอกาสให้ช่างภาพได้ถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวว่า ตอนนี้หายแล้ว แผลฟกช้ำดำเขียวไม่มีแล้ว เหลือเพียงแผลสดที่อยู่ด้านใน ส่วนคนขับรถของตนที่ถูกทำร้ายร่างกายก็หายเป็นปกติแล้ว และวันนี้ก็ขับรถมาให้ด้วย เมื่อถามว่า หายตกใจหรือยัง นายนิพนธ์ กล่าวว่า ไม่ตกใจแล้วแต่เสียดายรถมากกว่า เพราะเป็นรถของทำเนียบฯ ที่เช่ามา
 
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ ที่แถลงประณามการกระทำของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่ามีพฤติกรรมร่วมกันทำลายความสงบ ความสามัคคีในชาติ โดยการลงพื้นที่เปิดเวทีในภาคอีสานและภาคเหนือปลุกระดมประชาชนว่า พรรคไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ ตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังออกมาปล่อยข่าวทำให้ยิ่งวุ่นวายเพราะไม่เป็นความจริง
 
นายวรวัจน์ กล่าวว่า แม้ในการจะเปิดประชุมร่วมรัฐสภา แต่ก็เชื่อว่าคงไม่ได้ผล เพราะถ้าไม่มีความจริงใจที่จะพูดคุยก็เชื่อว่าคงแก้ปัญหาได้ยาก เพราะขณะนี้แผลร้าวลึกเกินกว่าที่จะแก้ได้ ยิ่งรัฐใช้กำลังทหารมาปราบปรามประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจกับความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ที่ยังถูกครอบงำจากอำนาจนอกระบบ วันนี้ตนเชื่อว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วโดยเฉพาะการสั่งใช้ทหารไปปราบประชาชนซึ่งคงไม่มีทางจะสร้างความสมานฉันท์ได้สำเร็จ
 
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปยังบ้านของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ เบื้องต้นคาดว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนอาการ แต่ปรากฏว่ามีการนัดหมายแกนนำสำคัญในแวดวงการเมืองให้ไปร่วมหารือกันที่บ้านหลังดังกล่าว อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มบุรีรัมย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุวัจน์ ลิปต พัลลภ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นต้น โดยร่วมหารือกันนานกว่า 1 ชั่วโมง และเป็นการพบกันของเหล่าแกนนำสำคัญครั้งแรกหลังสถานการณ์ความวุ่นวายช่วงสงกรานต์
 
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ได้เล่าถึงการสั่งการและการแก้ปัญหาในช่วงความวุ่นวายตั้งแต่ที่พัทยาจนถึงการชุมนุมที่กรุงเทพฯของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งผู้ใหญ่ในที่ประชุมเข้าใจและเห็นใจในการทำงานของนายกฯ และมีการเสนอว่า ควรเร่งให้ความสำคัญในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าอาจต้องพิจารณาเสนอเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่ใช่คดีอาญา แต่ได้เน้นว่าไม่ใช่เป็นการทำเพื่อเอาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพื่อให้บ้านเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดี
 
นอกจากนี้ ในวงหารือยังเสนอให้นายกฯพิจารณาปรับ ครม. โดยมีการกดดันให้พิจารณาการทำงานของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ โดยมีการให้เหตุผลว่ามีการก้าวก่ายงานของพรรคร่วมรัฐบาลและฝีมือยังไม่เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งเสนอว่านายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ เป็น เป้าทางการเมืองที่สำคัญนายกฯ ควรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์รับฟังข้อเสนอด้วยท่าทีเรียบเฉยและไม่ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านแต่อย่างใด.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: