สุข-ทุกข์

………………………..
 
สุขนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบใจอยากให้มันเที่ยงแต่มันก็ไม่เที่ยง ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใจ อยากให้มันไปเร็วๆ แต่มันก็ไปเร็วบ้าง ไปช้าบ้าง สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มันเป็นไป

ความจริง ความทุกข์ลำบากเป็นฤดูกาลของชีวิต ……..

เหมือนต้นไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นโดยผ่านทั้งฤดูร้อน ฝน และหนาว ต้นไม้จะต้องผ่านทั้ง 3 ฤดู จึงจะเจริญงอกงามได้ …….

ชีวิตคนเราก็ฉันนั้น ถ้ามีแต่สุขก็อ่อนแอ ไม่รู้จักชีวิต ถ้ามีแต่ทุกข์ ก็คงถูกทุกข์แผดเผาไปหมด ทนไม่ไหว จึงต้องผ่านทั้งทุกข์และสุข เพื่อความเข้มแข็งสมบูรณ์ของชีวิต

ความทุกข์ลำบากทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่นที่อยู่รอบตัวเราดีขึ้น เข้าใจความดี ความชั่วได้มากขึ้น น้ำตาที่หลั่งออกมาจากดวงตาในยามที่ท้อแท้ใจ จะช่วยทำให้ดวงตาคือปัญญาของเราสว่างขึ้น มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น

……………………..

 

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

watdevaraj@hotmail.com

Advertisements

2 responses to this post.

  1. Posted by เมฆน้อย on ธันวาคม 12, 2008 at 3:31 pm

    ดอกบัว (รูปฝากไว้ข้างนอกนะค่ะ)ยามเบ่งบาน สานสร้างความสุข สดชื่น รื่นรมณ์จิตใจแต่เมื่อได้หวน.. ทวนคิดไป ดอกบัวสวย งามเลิศ เกิดมาแต่ไหนกันพลันก็ได้รู้ว่า ก่อนเบ่งบาน ย่อมมาจาก ดอกบัวตูมดอกตูม มาแต่ไหน.. มาจาก กิ่งก้านของสายบัวกิ่งก้านของสายบัว.. มาจาก ดินดิน.. อันเป็นแหล่งอาหาร เป็นปุ๋ย บำรุงสายบัว กบำรุงอบัว บำรุงดอกบัว ให้เจริญงามดิน.. ก่อเกิดจาก มูลสัตว์ เศษใบไม้ ขยะทับถม เป็นแหล่งรวม ความโสโครกโลก.. แต่เดิมมา จนถึง ณ บัดนี้ มันก็เป็นแบบนี้เอง…มีความสกปรก เป็นพื้นฐาน สานงานสร้าง ความสวยงาม ขึ้นมา เพื่อปิดบัง ความจริง ไว้คนเรา เมื่อเกิดมาย่อมแสดงว่า ยังมีกิเลส ตัญหา อุปทานสติ ปัญญา จึงย่อมถูกปิดบัง ทำให้มองไม่เห็น ในสภาพตามความเป็นจริงเกิดความหลง ในความงาม ความพึงพอใจต่าง ๆ ที่ โลก หยิบยื่นมาให้จนกว่า ตัวของเราที่เกิดมาแล้ว ก็เจ็บ ก็แก่ และ ก็ต้องตายตามวิสัย ภายใต้กฏปห่งไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาสูญสลายไป ทีละภพ ทีละชาติ เป็นแสน เป็นล้าน นับล้านไม่ถ้วนล้าน ภพภูมิ ที่เกิดมาค่อย ๆ เก็บสะสม คุณความดี เสริมบารมีแห่งตนเอง ให้ผ่านที่ละขั้นของ บารมีบารมีต้น ก็แล้ว.. นานเนิ่นนานนนนน….อุปบารมี บารมีกลาง.. ก็อีกยาวนาน แสนสาหัส นักเมื่อถึงปรมัตถ์บารมี.. ก็ยังมี ปรมัตถ์ต้น ปรมัตถ์กลาง และปรมัตถ์เบื้องท้ายปลายสุดปรมัตถ์เบื้องปลายจึงจะสามารถที่จะรวบรวม คุณความดี ที่สั่งสมมา เกิดความนำพา ให้มีความปรารถนา สถานอนันตบรมสุขด้วยการเพียรเร่งรัดบารมีสุดท้าย รักในทาน ศีล ภาวนา อย่างเยี่ยม อย่างเลิศเพื่อก่อเกิดเป็น ปัญญา หาทางหนีทุกข์ หนีการเกิด หนีกรรมชั่ว หนีกรรมเลวเกิดความเบื่อ ใน โลก อันหลอกลวง ปลิ้นปล้อน ซ่อนความโสโครกเกิดความเบื่อ ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกอย่างไม่มีหนทางสิ้นสุดเกิดความเบื่อ ในร่างกาย ในความสกปรก โสโครกของร่างกายเกิดความเบื่อ ในทุกขเวทนา ที่ต้องได้รับทั้งทางกาย ทางใจ ไม่สิ้นสุดเมื่อไรหนอ ปัญญา ของเรา จึงจะ เกิดจริงแท้ อย่างถาวร

    ตอบกลับ

  2. Posted by ธนิตา on ธันวาคม 17, 2008 at 6:42 pm

    ทุกอย่างล้วนเป็น โลกธรรม 8มีลาภ เสื่อมลาภมียศ เสื่อมยศมีสุข มีทุกข์มีสรรเสริญ มีนินทาฝึกเรียนรู้จับอารมณ์ตน ให้มีสติฉับไวจับได้ไล่ทัน รู้ทันอารมณ์ของเราสติปัญญาเป็นของเราเรียนรู้แค่เรื่องเฉพาะตัวเรา ก็ไม่รู้จักจบหยุดคิดสักนิด ชีวิตจะสงบเย็น

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: