หนังสือของ ศาสตราจารย์ ระวี ภาวิไล และ อจ.สมัคร บุราวาศ

หาอ่านได้จาก สนพ. ผีเสื้อ www.bflybook.com
ดูผลงานหนังสือ และประวัติได้ที่ http://www.geocities.com/siamintellect/intellects/rawee/books.htm
ที่ได้อ่านจนติด อ่านแล้วอ่านอีกๆ ขอแนะนำ อ่านง่ายๆ
  • คุณค่าชีวิต  RAWI BHAVILAI     แนวทางให้มองชีวิตให้ถูก เหมาะสำหรับเด็กๆ (แต่คนแก่อย่างเราก็ชอบอ่าน)
                                                เป็นความเรียงแต่ละบทสั้นๆ ใช้เป็นแบบเรียนเรียงความย่อความได้ดี เช่นบท ต้นนาฬิเก
  • บุปผชาติแห่งชีวิต                     สาระดีๆ ที่นำสู่การปฏิบัติแนวพุทธ ใช้คำง่าย ไม่มีคำบาลีให้งง เปรียบเทียบคมคาย
                                                เกือบจะเป็นร้อยกรองนะ มีข้อความคมๆ เยอะเลย หยิบอ่านจนจะเปี่อยแล้ว
  • ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน   เล่มนี้คงไม่ต้องแนะนำ ใครๆ ก็นำคำพูดในหนังสือไปอ้างกันบ่อยๆ
                                                เช่น "บุตรของเราไม่ใช่บุตรของเรา…."  ฯลฯ   
นอกนั้นยังไม่ได้อ่าน ขออภัย เลยแนะนำไม่ได้
 
มิตรภาพ – ปรัชญาชีวิต
 

และชายหนุ่มคนหนึ่งพูดว่า ได้โปรดกล่าวถึง "มิตรภาพ"

และท่านตอบว่า

มิตร คือคำตอบต่อความต้องการของเธอ

เขาเป็นเสมือนท้องทุ่ง ที่เธอหว่านด้วยความรัก และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ

และเขาเป็นดุจโต๊ะอาหารและร่มไม้ของเธอ

ด้วยเหตุว่า เธอมาสู่เขาด้วยความหิวโหย และเธอใฝ่หาเขาเพื่อความสงบใจ


เมื่อเพื่อนพูดเปิดอก เธอย่อมไม่กลัวที่จะขัดแย้งหรือสนับสนุน

และเมื่อเขานิ่งเงียบ ดวงใจของเธอก็มิได้หยุดฟังสำเนียงจากดวงใจของเขา

เพราะในมิตรภาพนั้น ความนึกคิด ความปรารถนา และความมุ่งหวังทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นและร่วมรับรู้ด้วยกันในความสงัด และด้วยความปราโมทย์อันไร้คำกล่าวใดๆ

เมื่อยามต้องจากเพื่อน เธอก็ไม่เศร้าโศก

เพราะคุณธรรมในเขาอันเธอรักยิ่งนั้น จะปรากฏชัดแจ้งขึ้นในยามห่างไกล เช่นเดียวกับที่ชาวเขาจะเห็นยอดผาชัดแจ้ง ก็ต่อเมื่อมองดูจากทุ่งราบเท่านั้น

และขออย่าได้มีความมุ่งหมายใดๆในมิตรภาพเลย นอกจากเพื่อขยายดวงวิญญานให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น

เพราะความรักที่มุ่งหวังสิ่งใดอื่น นอกจากเพียงเพื่อเปิดเผยความล้ำลึกของตนเองนั้น มิใช่ความรัก แต่เป็นร่างแหที่ถูกเหวี่ยงทอดออก และจะจับเอาไว้ได้ก็แต่สิ่งที่ไร้คุณค่าเท่านั้น


และจงให้สิ่งที่ดีที่สุด แก่มิตรของเธอ

ถ้าหากเขาจำต้องรู้ระดับน้ำของเธอ ขณะน้ำลด ก็ขอให้เขาได้รู้ขณะมันเอ่อท่วมท้นด้วย

เพื่อนที่เธอแสวงหา เฉพาะขณะเมื่อยามต้องการฆ่าเวลาเท่านั้น จะมีคุณค่าอะไร

จงใฝ่หาเขา ขณะที่เธอปรารถนาจะดำรงอยู่อย่างแท้จริงด้วย

เพราะเขามีหน้าที่ อันจะทำความปรารถนา มิใช่ความว่างเปล่าของเธอให้เต็มเปี่ยม

และในความหวานชื่นของมิตรภาพ ขอจงมีเสียงหัวเราะและการร่วมเริงบันเทิง

เพราะในหยาดน้ำค้างของสิ่งเล็กน้อยนั้นเอง ดวงใจจะได้พบรุ่งอรุณของมัน และกลับสดใสอีก

 ระวี ภาวิไล

ถอดความจาก The Prophet

นิพนธ์โดย คาลิล ยิบราน

   http://www.geocities.com/siamintellect/poems/burawas.htm

ความคิดและวิธีคิดของสมัคร บุราวาศ
 

เกี่ยวกับความคิด

-นักคิดผู้เขวออกจากสัจจธรรม มักเชี่ยวชาญในการใช้ความคิดแต่ขาดการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือสาระวนกับปัญหาที่เปล่าประโยชน์ เปรียบเหมือนคนตาบอดซึ่งคิดว่ามีแมวดำในห้องมืด แล้วไปเที่ยวคลำหาโดยเปล่าประโยชน์นั้นเอง

-ตรงกันข้าม ผู้ที่ยังไม่รู้อะไร เต็มไปด้วยอวิชชา สามารถรับสัจจธรรมได้ง่ายกว่าปราชญ์ ซึ่งมักหลงทางและหลอกลวงตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็ได้

-สัจจธรรมเผยออกมาเพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดอาจแย้งให้เป็นอื่นไปได้ ..ซอเครตีสและพระพุทธเจ้าก็ชอบสอนสานุศิษย์ด้วยวิธีอภิปรายโต้แย้ง (Dialectics) การอภิปรายโต้แย้งระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นดีอยู่ แต่ระหว่างคนมีทิฐิ มีปัญญาเสมอกันแล้ว จะไม่มีการลงเอยกันได้เลย

 การคิดหรือวิธีคิด

  1. การคิดโดยจินตนาการ การวิเคราะห์และสังเคราะห์มโนภาพ
  2. การคิดแบบอภิปรายโต้แย้ง (Dialectics) ..thesis-anti thesis-synthesis
  3. การคิดด้วยสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย (Symbol & Sign) …เช่นการคิดทางคณิตศาสตร์
  4. การคิดให้เข้าหลัก (Induction ..Inductive Reasoning) ..คือถอดหลักออกจากข้อเท็จจริง ..เป็นวิธีคิดสร้างหลักหรือทฤษฎีขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่รับรู้มาทางผัสสะ
  5. และการคิดออกจากหลัก (Deduction ..Deductive Reasoning) …คือการคิดข้อเท็จจริงขึ้นจากหลัก หรือเก็งข้อเท็จจริง (Speculation) โดยคิดอนุมาน (Infer) ไปจากหลักที่ได้มา
  6. การคิดคืบไปจากทฤษฎี, การอนุมาน (Inference) ..การเอาผลทางทฤษฎีที่ทดสอบแล้วไปประยุกต์ใช้กับสิ่งอื่นๆที่มีคุณสมบัติเดียวกัน
  7. การคิดด้วยการสังเกตพิจารณา(Observation with Discrimination)
  8. การอุปมา (Analogy) …คนจีนนิยมใช้คำพังเพย คนอินเดียตอบปัญหาด้วยการอุปมา เช่น ในมลินท์ปัญหา ..ผัสสะเปรียบเหมือนแพะสองตัวเอาหัวชนกัน การอุปมา อาจนำไปสู่การเดาทฤษฎีหรือกฎของปรากฏการณ์ อาจมีทั้งเดาถูกและผิดก็ได้ ควรนับว่าเป็นการช่วยความคิดหรือสร้างมโนภาพใหม่วิธีหนึ่งก็ได้ เช่นการอุปมาของเหลาจื้อที่ว่า ..หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งปวง ..ตรงกันกับการค้นพบปฏิกริยาของนิวเคลียร์ฟิสิกส์ในปัจจุบัน ..คำพังเพยนั้นเป็นการนำสัญลักษณ์มากล่าวแทนของจริงที่มันแทนอยู่ เป็นเรื่องของศิลปะและวรรณคดีโดยเฉพาะ

 ยงยุทธ ณ นคร

คัดย่อจาก ปัญญา… จุดกำเนิดและกระบวนพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์ชาติ
โดย สมัคร บุราวาศ

สำนักพิมพ์ศยาม, พฤษภาคม ๒๕๒๐

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: