ชีวโมเลกุลกับสุขภาพ

นายแพทย์สมนึก ศิริพานทอง แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพ Reju Asoke กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการค้นพบว่า การใช้ชีวโมเลกุลซึ่งเป็นสารสกัดจากเซลล์อ่อนที่ยังมีคุณลักษณะทางชีวภาพอยู่ มีคุณสมบัติในการยืดอายุของเซลล์ได้อีก 4-5 รอบการแบ่งตัว จึงใช้ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามวัยได้ และด้วยความที่เป็นสารสกัดธรรมชาติที่มีโครงสร้างเป็นโปรตีน จึงไม่มีผลแทรกซ้อนแบบที่เกิดจากการใช้ฮอร์โมน การใช้สารชีวโมเลกุลจะช่วยกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้กลับมาทำงานใหม่ เป็นการรักษาด้วยการใช้เซลล์ซ่อมเซลล์โดยเฉพาะในมดลูกและรังไข่เพื่อกระตุ้นให้มีภาวะการผลิตไข่และทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนขึ้นมาทดแทนและปรับสมดุลการผลิตฮอร์โมนให้กลับมาเป็นปกติ ทั้งยังช่วยในให้แลดูอ่อนกว่าวัย สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีและผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้การใช้สารชีวโมเลกุลสำหรับรักษาและฟื้นฟูโรคเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน ภูมิแพ้ โรคข้อเสื่อม โรคมะเร็ง มีการใช้มาร่วม 60 ปีและมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 180 ล้านคนและนับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับสตรีวัยทอง
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการรักษาด้วยชีวโมเลกุลถือว่า ยังคงมีค่าใช้จ่ายที่สูง และได้ผลประมาณ 68% แต่หากผู้ป่วยที่เป็นโรคที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้ว ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่มีการแพ้ ไม่มีผลข้างเคียง และใช้ได้แม้กระทั่งเด็กทารก
 
นอกจากนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังได้แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพมาฝากทิ้งท้ายว่า
หลักการดูแลสุขภาพที่ดีทำได้ไม่ยากด้วยหลัก 4 อ. คือ ออกกำลัง อาหาร อากาศ และ อารมณ์
 
1.ออกกำลังกายให้เบิกบาน
2. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
3. สูดอากาศบริสุทธิ์
4. จุดอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
 
พร้อมกับให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักตัวเอง พร้อมๆกับค้นหาสิ่งดีๆให้กับตัวเราเสมอ เพียงเท่านี้คุณผู้หญิง คุณผู้ชายทั้งหลายก็สามารถยืดเวลาแห่งความเป็นหนุ่ม เป็นสาวได้อย่างมีสุขภาพดี
 
การรักษาด้วยชีวโมเลกุลเป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาของนายแพทย์คาลล์ ทอยเรอร์ จาก เยอรมนีมานานเกือบ 50 ปีแล้ว และเริ่มมาได้รับการยอมรับมากขึ้นเมื่อ ดร. โบลเบล ได้รับรางวัลโนเบล ด้านการแพทย์เกี่ยวกับ Peptide เมื่อปี พ.ศ.2542 ที่ผ่านมา
สำหรับหลักการรักษาแบบชีวโมเลกุลนั้น นายแพทย์สมนึก กล่าวว่า เป็นการรักษาแก้ไขที่ต้นเหตุ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่ให้ทำงานได้ดีอย่างเดิม โดยการฉีดสารชีวโมเลกุลเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารชีวโมเลกุลที่ว่านี้ คือ เปปไทด์จากไซโตพลาสซึ่ม (Cytoplasm) ที่ยังคงลักษณะทางชีวภาพ (Bioavailbility) ซึ่งแยกสกัดมาจากเซลล์ของสัตว์ที่ยังเป็นตัวอ่อน ถูกเลี้ยงไว้อย่างดีปลอดเชื้อโรคไม่มีสารพิษ โดยการใช้กรดย่อยผนังเซลล์ (Cell Membrane) ภายใต้ความเย็นสูงพร้อมกับการแยกนิวเคลียสของเซลล์ออกไปสารชีงโมเลกุลที่ได้เมื่อนำไปฉีดเข้าสู่ร่างกายจะมีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์ดั่งเดิม ทำให้การทำงานเซลล์ดังกล่าวกลับสู่ภาวะปกติมีผลทำให้อวัยวะนั้นทำงานได้ดีขึ้น
สมัยก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ ต้องฉีดเซลล์สดๆ ภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเอนไซม์จะทำให้เซลล์เสื่อม ก็จะกลายเป็นพิษ แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบสารสกัดชีวโมเลกุล ยังคงลักษณะทางชีวภาพไว้ได้ โดยนำเปปไทด์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตมาใช้ ซึ่งลักษณะของเปปไทด์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษย์จะมีลักษณะเดียวกัน อย่าง ตับวัวก็ใช้เปปไทด์เดียวกับตับคน ดังนั้นเมื่อตับคนเสื่อมก็สามารถนำเปปไทด์ของตับวัวมาซ่อมแซมเซลล์นั้นได้
การทำงานของเซลล์ต่างๆ มีหัวใจหลักคือการสร้างโปรตีน ซึ่งโปรตีนที่ได้จะไปทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นน้ำย่อย เป็นฮอร์โมน เป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ฯลฯ การสร้างโปรตีนในเซลล์จะคล้ายกับการปั้มตรายาง เมื่อใช้ไปนานๆ เข้า ตรายางเริ่มสึก น้ำหมึกเริ่มแห้ง คุณภาพของการปั้มก็จะเสียไป สารชีวโมเลกุลจะไปซ่อมแซมเซลล์เสมือนการซ่อมตรายางและเติมน้ำหมึก ทำให้คุณภาพการปั้มดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าการรักษาชีวโมเลกุลสามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิดปกติ ตลอดจนคำสั่งที่ผิดพลาดต่างๆได้
โรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ด้วยการแพทย์ชีวโมเลกุล ได้แก่ โรคความเสื่อมทุกประเภท โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันต่ำ ภูมิคุ้มกันไวเกิน รูมาตอยด์ กระดูกเสื่อม ข้อเสื่อม ไตวาย หัวใจล้มเหลว เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ วัยทอง ความพิการทางสมอง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ระบบประสารทถูกทำลาย โรคเครียด โรคตับ โรคสมองเติบโตช้าในเด็ก ปัญญาอ่อน โรคเลือด โรคเหงือกและฟัน โรคของตับอ่อน ต้อหิน ต้อกระจก โรคหู โรคตา โรคความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ภาวะมีบุตรยาก โรคผิวหนัง สะเก็ดเงิน ผิวหนังแข็ง โรคเส้นเลือดตีบ โรคแผลกระเพาะอาหาร เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการรักษาด้วยชีวโมเลกุลถือว่า ยังคงมีค่าใช้จ่ายที่สูง และได้ผลประมาณ 68% แต่หากผู้ป่วยที่เป็นโรคที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้ว ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตผู้ป่วยคนนั้น ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่มีการแพ้ ไม่มีผลข้างเคียง และใช้ได้แม้กระทั่งเด็กทารก
คุณหมอได้ฝากวิธีการดูแลตัวเองให้ห่างจากโรคเรื้อรังง่ายๆ ไว้ว่า ทำได้ง่ายๆ 3 วิธี คือ
  • ทานน้อยตายยาก ทานมากตายง่าย เลี่ยงทานอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น น้ำตาล น้ำมัน เนื้อแดง ชีสฯลฯ แล้วเลือกทานพวกผัก ผลไม้ ปลา ซึ่งให้พลังงานน้อย เรียกว่าเป็นการจำกัดพลังงานที่ร่างกายควรได้รับ ส่งผลทำให้ยีนทำงานได้ถูกต้อง
  • อีกข้อหนึ่งคือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • และปัจจุบันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว ก็คือความเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งเป็นโรค ดังนั้นควรหากิจกรรมคลายเครียดมาช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายด้วย
ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Reju Asoke by Q Medical Center ตั้งอยู่ที่ชั้น 21, 22, 25 อาคาร 253 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) โทร. 02-260-6911
About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: